Travel Update :

“มองโกเลีย” ความทรงจำแห่งเส้นทางสายไหมบนทุ่งหญ้า

มองโกเลีย” ความทรงจำแห่งเส้นทางสายไหมบนทุ่งหญ้า

เส้นทางสายไหมไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางการค้าเท่านั้นยังเป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนกับนานาประเทศด้วยเปรียบเสมือนเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของมวลมนุษย์ ที่ผู้คนชนต่างชาติ ต่างเชื้อชาติต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมได้มาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งจนมีความสามัคคีปรองดองความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและสร้างประโยชน์ร่วมกันบนเส้นทางสายไหมทำให้ประเทศต่างๆอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และร่วมกันสืบสานเจตนารมณ์ของเส้นทางสายไหมที่ว่า "พัฒนาไปด้วยกัน" เส้นทางสายไหมเขตทุ่งหญ้าเป็นเส้นทางที่สำคัญเส้นทางหนึ่ง ของเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหมซึ่งเชื่อมโยงทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลียและทวีปยูเรเซียเข้าด้วยกัน ประเทศไทยเป็นชุมทางของเส้นทางสายไหมทางทะเลความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดระหว่างไทยกับจีนได้สร้างขึ้นภายใต้เส้นทางสายไหมทางทะเลนั่นเอง


     ชาวมองโกเลีย เป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์อยู่บนทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลียมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการสืบสานอารยธรรมตะวันออก และตะวันตกขณะเดียวกันพวกเขายังได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งทุ่งหญ้าซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายมากที่สุด อันเป็นคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ต่อการเปิดเส้นทางและพัฒนาเส้นทางสายไหมบนทุ่งหญ้า เจตนารมณ์ใหม่ของประเทศจีนบนเส้นทางสายไหม คือ ประเทศจีนจะมุ่งพัฒนาประเทศของตนไปพร้อมพร้อมกับประเทศอื่นและเชื่อว่าการสร้าง "แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม" นั้นจะนำมาซึ่งความผาสุกต่อผู้คนในประเทศต่างๆตลอดเส้นทาง


     คำว่า "มองโกล" มีความหมายว่า "เปลวเพลิงที่ไม่เคยหลับไหล" สำหรับในภาษามองโกลโบราณจะหมายถึง "เรียบง่าย" บางครั้งก็มีผู้ให้ความหมายว่า "ชนชาติแห่งสรวงสวรรค์" บรรพบุรุษของชาวมองโกล มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวั่งเจี้ยน (ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเอ๋อเอ่อร์กู่น่า) ต้นศตวรรษที่ 13 เจงกีสข่าน ได้เป็นผู้นำในการรวบรวมแผ่นดินมองโกลให้เป็นปึกแผ่น และตั้งรัฐการปกครองขึ้น ชาวมองโกอาศัยอยู่บนทุ่งหญ้ามาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาสายน้ำและทุ่งหญ้า ถึงแม้วิถีชีวิตแบบนี้จะถูกละเลยในสังคมปัจจุบันแต่ยังเป็นวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของชาวมองโกล


     ชาวมองโกลมีภาษาและอักขระ ของตน ภาษามองโกลจัดอยู่ในตระกูลภาษาอัลไต สาขาภาษามองโกลแบ่งออกเป็น 4 สำเนียง คือ สำเนียงมองโกเลียในสำเนียงโอยรัต สำเนียงบาร์ฆู-บูร์ยัต และสำเนียงคอร์ชิน พื้นที่ในเขตมองโกลมีทะเลทรายเป็นแนวเขตแบ่งภูมิประเทศออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคตะวันตก แต่ละภาคมีชาวมองโกลหลากหลายกลุ่มอาศัยอยู่ กลุ่มที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักได้แต่กลุ่ม ชาฮาร์(Chahar) กลุ่มคาล์ฮา (Khalkha) กลุ่มซาซักท์ข่าน( Zasagt Khan) กลุ่มซุงการ์ (Dzungar) กลุ่มดอร์บอดก (Dorbod) กลุ่มโคชอท (Khoshut) และกลุ่มทอร์ฮุท(Torghut) เป็นต้น


     เครื่องแต่งกายของชาวมองโกลมีความสวยงามตามแบบฉบับของชาวมองโกล ซึ่งชื่นชอบสีสันที่สดใส ฉูดฉาดดูแล้วรู้สึกสดชื่นและมีความสุข ชาวมองโกลยังเทิดทูนสีขาวและสีฟ้าครามซึ่งเป็นสีที่บริสุทธิ์ ภาพท้องฟ้าสีคราม หมู่เมฆสีขาว ทุ่งหญ้าสีเขียว และอาภรณ์สีแดง นี่คือความงดงามที่ลงตัวตามแบบธรรมชาติการสวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ ไม่เพียงทำให้เห็นถึงสรีระที่งดงามของร่างกายมนุษย์ยังสื่อถึงอุปนิสัย ที่ใจกว้างตรงไปตรงมาของชาวมองโกลอีกด้วย ซึ่งชาวมองโกลใช้ชีวิตอยู่บนที่ราบสูงมีอากาศหนาวเย็นบวกกับการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ที่ต้องอยู่บนหลังมาเป็นเวลานาน ดังนั้นเครื่องแต่งกายของพวกเขาจึงต้องกันหนาวได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ต้องสะดวกแก่การควบม้าด้วย ซึ่งทำให้(ฉางผาว) เสื้อคลุมยาว และ (ขั่นเจียน)เสื้อกั๊ก หมวกและรองเท้าบู๊ทหนังสัตว์ กลายเป็นเครื่องแต่งกายยอดนิยมโดยปริยาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์นั่นคือชุดมวยปล้ำมองโกลนั่นเอง


     มองโกเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ละท้องที่มีทรัพยากรธรรมชาติสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันทำให้เกิดการแต่งกายแบบต่างๆที่มีเอกลักษณ์และมีความหลากหลายรวมหลาย 10 แบบ จุดที่มีความแตกต่างมากที่สุดของเครื่องแต่งกายมองโกลแต่ละแบบคือส่วนศีรษะของสตรี เช่น สตรีชาวมองโกลกลุ่มบาร์ฆู จะประดับศรีษะเป็นรูปเขาแกะอาการ์ลี สตรีชาวมองโกกลุ่มคอร์ชิน จะประดับศรีษะด้วยปิ่นผมนานาชนิด สตรีชาวมองโกลกลุ่มโคชอท จะสวมหมวกที่เรียบง่ายซึ่งมีเพียงลูกปัดสองข้าง ข้างละสองพวงเท่านั้น ส่วนสตรีชาวมองโกลกลุ่มออร์โดส จะประดับศรีษะโดยมัดผมขนาดใหญ่สองข้าง ไว้ข้างละหนึ่งมัด แล้วประดับด้วยหินมีค่าที่ร้อยเป็นพวง เช่น อาเกด หยก เพชร ต่างๆซึ่งถือเป็นที่สุดแห่งเครื่องประดับของชาวมองโกล


     ชาวมองโกลได้ชื่อว่าเป็นชนชาติบนหลังม้า ในสมัยโบราณไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ใช้ม้า ในการเดินทาง ม้าไม่เพียงเป็นพาหนะของชาวมองโกล ขณะเดียวกันม้า ยังมีความหมายสำคัญในวัฒนธรรม ชาวมองโกลเติบโตขึ้นบนหลังม้าจึงอาจกล่าวได้ว่าหลังม้าเป็นอู่ของชาวมองโกลก็ว่าได้ ในสายตาของชาวมองโกล ม้าถือเป็นสัตว์ที่งดงามและเข้าใจมนุษย์มากที่สุด ม้าของชาวมองโกลมีนิสัยดุดันห้าวหาญ แต่สำหรับเจ้านายแล้วมันมีความภักดีอย่างที่สุด ม้ายังถูกหลอมรวมเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจิตวิญญาณ ของชาวมองโกล ซึ่งมีกลอน นิทาน สุภาษิต ตำนานบทเพลงพื้นบ้าน ดนตรีกิจกรรม เครื่องปั้น ที่กล่าวถึงม้าจำนวนนับไม่ถ้วนและยังมีเทศกาลที่เกี่ยวกับม้าอีกมากมาย อาทิ เทศกาลแข่งม้า เทศกาลประกวดและแข่งม้าน้อย เทศกาลดื่มสุรานมม้า เทศกาลมาวิเศษ เป็นต้น


     อูฐมีนิสัยอ่อนโยนง่ายแก่การฝึกหัดให้เชื่อง อดน้ำและอาหารได้นานทนต่อสภาพอากาศ ที่ร้อนระอุและหนาวจัดสามารถเดินทางได้ไกลและสามารถบรรทุกของได้จำนวนมาก นอกจากให้เนื้อนมและขนแล้ว ยังสามารถนำมาใช้แรงงานได้อีกด้วย เรียกได้ว่าทุกส่วนของอูฐ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ซึ่งน้อยมากที่สัตว์ชนิดอื่นจะมีคุณสมบัติเช่นนี้ ดินแดนด้านตะวันตกของมองโกเลียใน มีอูฐจำนวนมากชาวมองโกลเรียกอูฐ ว่า Temeenii มันเป็นพาหนะสำหรับสัญจรและขนส่งสินค้าที่ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนขาดไม่ได้ พวกเขาจะขี่มันและให้มันบรรทุกสินค้า อูฐ เต็มวัยจะสูง 2- 3 เมตร ขาเรียวยาวของมันสามารถก้าวได้ ยาวกว่า 1 เมตร สามารถเดินทางไกลได้วันละ 50 ถึง 100 กิโลเมตรอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย สามารถบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักถึง 200 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับม้าหนึ่งตัวและวัวอีกสองตัวจนถูกขนานนามว่าเป็น “เรือบรรทุกแห่งทะเลทราย” มันเป็นกำลังหลักของการขนส่งบนทะเลทราย ทางภาคตะวันตกของมองโกเลียในมีขบวนอูฐขบวนแล้วขบวนเล่าที่ปฏิบัติภาระกิจ ด้านการขนส่งไม่ว่าจะเป็นคณะสำรวจทะเลทราย คณะพัฒนาพื้นที่สีเขียว บนทะเลทราย หรือขณะท่องเที่ยวต่างก็มีอุดเป็นเพื่อนที่จงรักภักดีตลอดมา


     รถ เหลย เหลย สมัยโบราณมีชื่อเรียกว่ารถลู่หลู รถหลัวหลัว รถหนิว หนิว เป็นต้น รถชนิดนี้เป็นยานพาหนะโบราณชนิดหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลายบนทุ่งหญ้ากว้าง ทางภาคเหนือของประเทศจีนตัวรถ มีขนาดเล็กแต่วงล้อสูงใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 เมตร รถทั้งคันทำจากต้นเบิร์ชหรือต้นเอม โดยไม่ใช้เหล็ก โครงสร้างรถไม่ซับซ้อนประกอบง่ายซ่อมแซมง่ายตัวรถแบ่งเป็นส่วนล่างและส่วนบน ส่วนล่างของรถประกอบด้วยวงล้อสี่ล้อและเพลา วิธีทำวงล้อคือใช้ไม้เนื้อแข็งประมาณ 12 ท่อนมาเหลาให้เป็นรูปโค้งงอ จากนั้นประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นรูปวงกลม ซี่สำหรับค้ำยันวงล้อจะมีประมาณ 36 ซี่ ส่วนบนของรถประกอบด้วยท่อนไม้ยาว 4 เมตร จำนวนสองท่อน สำหรับพาดบนหลังสัตว์ เวลาลากจูงจากนั้นใช้ไม้คาน 10 ท่อนยึดไม้ให้แข็งแรงมั่นคง รถเหลยเหลย มีน้ำหนักตัวรถประมาณ 50 กิโลกรัม สามารถบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักได้ตั้งแต่ 250 ถึง 500 กิโลกรัม








บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: