Travel Update :

ตะลุย 'กำแพงเมืองจีน' ทริป เหนื่อย สุข สนุกสนาน

ตะลุย "กำแพงเมืองจีน" ทริป เหนื่อย สุข สนุกสนาน

เราเคยได้ยิน และได้เห็นกำแพงเมืองจีน มาตั้งแต่เด็กๆ และแอบมีความฝันว่าสักวันหนึ่ง จะได้มีโอกาส ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน สักครั้ง แล้วฝันก็เป็นจริง เก็บกระเป๋า บินลัดฟ้าสู่กรุงปักกิ่ง เมืองจีนเพียงลำพัง

     การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนมีมาเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนคริสตศักราชในยุคชุนชิวและยุคจั้นกั๋ว ต่อมาในยุคราชวงศ์ฉิน เมื่อจักรพรรดิฉินซีรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งก็ได้สร้างเพิ่มเติมพร้อมทั้งซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนเดิม ณแคว้นฉิน แคว้นเจ้า แคว้นเยียน เชื่อมต่อกันเป็นกำแพงป้องกันข้าศึกที่มีความยาวต่อเนื่องกันกว่า 5,000 กิโลเมตร หลังจากนั้นทุกราชวงศ์ของจีนก็ได้มีการสร้างและซ่อมแซม กำแพงเมืองจีนเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์หมิง ได้มีการสร้าง และซ่อมแซมครั้งใหญ่ใช้เวลานานถึง 200 ปีกว่าแนวกำแพงเมืองจีนที่สร้างส่วนใหญ่จะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและวัสดุที่ใช้จะเป็นก้อนอิฐเสียส่วนมาก ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีนหากแต่คำนวณคร่าวคร่าวว่ามีความยาวประมาณ 4,000 ไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก ผ่านภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงทุ่งหญ้า ทะเลทราย ความสูงของกำแพงเมืองจีนคือ 7 เมตรและกว้าง 5 เมตรและทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีป้อมบัญชาการเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตการณ์และสับเปลี่ยนเวรยามในอดีตรวมทั้งหมดกว่า 10000 แห่งและหอคอยเอกจำนวนนับพัน


     สำหรับกำแพงเมืองจีนที่จะพาทุกท่านไปเยี่ยมชมครั้งนี้คือ ที่ "ด่านปาต้าหลิง" ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเพื่อใช้ในการปกป้องข้าศึกศัตรูเข้ามารุกรานเมืองหลวง อยู่ที่ ปักกิ่งทางตอนเหนือเป็นแนวกำแพง ที่ทอดตามแนวเทือกเขาสูง และดูมีความแข็งแกร่งยิ่งใหญ่

     กำแพงเมืองจีนที่ ด่านปาต้าหลิง ถือเป็นกำแพงเมืองจีนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเพราะตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งมาทางเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร จึงทำให้สามารถเดินทางมาได้โดยสะดวกและถือเป็นกำแพงเมืองจีนที่คงสภาพสมบูรณ์มากอีกแห่งหนึ่งด้วย สำหรับการเดินทางไปยังกำแพงเมืองจีนเราใช้วิธีการนั่งรถบัสประจำทางสาย 877 โดยท่ารถบัสจะอยู่ที่ Deshengmen วิธีไปให้นั่ง Subway line 2 ไปลงที่ Jishuitan subway station ให้ออกที่ B2 เพื่อเดินไปที่ป้อม Deshengmen จะเป็นท่ารถบัสจอดอยู่ ซึ่งรถจะไม่จอดตามป้าย นั่งยาวชั่วโมงนิดๆก็ถึงกำแพงเมืองจีนเลย

     การเดินขึ้นไปชมกำแพงเมืองจีนจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 วิธี คือนั่งรถ sliding car หรือรถรางเลื่อนที่จะพาขึ้นชมยังส่วนบนของกำแพงเมืองจีน สามารถ ซื้อตั๋วไกลดิ้งทาบริเวณลานจอดรถบัสโดยจะจำหน่ายพร้อมกับตั๋วเข้าชมกำแพงเมืองจีน


     วิธีที่ 2 คือ การนั่ง Cable car ซื้อรถกระเช้าไฟฟ้าพาขึ้นไปชมส่วนบนของกำแพงเมืองจีน เป็นการเดินทางที่ เรียกได้ว่าสะดวกสบายเพราะสามารถชมทัศนียภาพด้านล่างได้รอบทิศ เมื่อขึ้นมาถึงจะเป็นป้อมปราการที่เขียนว่า Gate 7 หากมองไปอีกฝั่งจะเป็นแนวกำแพงเมืองจีนฝั่งเหนือที่คดเคี้ยวสวยงามเมื่อมองขึ้นไปยังเป้าอื่นอื่นๆที่อยู่ด้านบนฝั่งใต้จะเห็นว่าเป็นทางชันมากเกือบสี่สิบห้าองศา แต่มีบันไดและราวจับสำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นไปสัมผัสวิวสูงสุด


     และวิธีสุดท้ายคือการเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนที่จะทำให้เรารู้สึกถึงการเดินทางมาเยือนกำแพงเมืองจีนอย่างแท้จริงทางเข้าจะมี 2 ประตูคือ ประตู Ju Yong Wai Zheng จะอยู่ใกล้กับลานจอดรถบัสสาย 919 และประตู Bei Men Suo Yao จะอยู่ใกล้กับลานจอดรถบัสสาย 877 ทางเดินนี้จะต้องผ่านร้านค้าและขึ้นบันไดไปก่อนด้านบนเป็นทางเดินรอบประมาณ 600 เมตร จึงจะถึงจุดจำหน่ายตั๋วเมื่อผ่านด่านตรวจตัวแล้วจะมีทางแยกให้ชมกำแพงเมืองจีนสองฝั่งคือฝั่งทิศเหนือกับฝั่งทิศใต้ตรงกลาง จะเป็นป้อมปราการที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแล้วค่อยชั้นขึ้นไปเรื่อยๆฝั่งเหนือจะเป็นทางที่คดเคี้ยวกว่าแล้วค่อยๆไต่ระดับความชันขึ้นไปได้เรื่อยๆ ส่วนฝั่งใต้ จะมีความคดเคี้ยวน้อยกว่าแต่ก็ชันมากกว่าเช่นกัน


     ในช่วงเดือนกันยายนถือเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ถึงกับหนาวมากหรือร้อนมากทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกำแพงเมืองจีนในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะป้อมปราการด่านที่ 8 จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวเดินไปให้ ถึงบริเวณด่านนี้เนื่องจากเป็นจุดที่อยู่สูงที่สุด ขอบอกเลยว่า ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ถือว่า ไม่ผิดหวังเลย เพราะมีทั้งความสวยงาม แนวกำแพงไต่ไปบนภูเขาสูง เหมือนกับมังกร ที่นอนหลับอยู่บนภูเขา และตลอดเส้นทาง ก็จะมี ป้ายเตือนให้เดินด้วยความระมัดระวัง เราเลือกเดินมาทางฝั่งทิศเหนือ และเดินตามทางมาจนถึงทางลงเพื่อมารอขึ้นรถบัสสาย 877 เพื่อกลับเข้าเมืองปักกิ่ง และในช่วงที่เดินไปรอรถก็จะมีร้านของฝากให้เลือกช็อป และมีน้องหมีควายให้ได้แวะเยี่ยมด้วย


     ในการเดินทางมาเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนที่ ด่านปาต้าหลิง นั้นสามารถมาชมได้ทุกฤดูกาลซึ่งก็จะมีความงดงามแตกต่างกันไปแต่ในช่วงฤดูหนาวอาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเพราะหิมะอาจจะตกทำให้ลื่นเป็นอันตราย






บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: