Travel Update :

อุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย อัศจรรย์แห่งปราสาทหิน สถาปัตยกรรมอันงดงาม

อุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย อัศจรรย์แห่งปราสาทหิน สถาปัตยกรรมอันงดงาม


อุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย ตั้งอยู่ในตำบลในเมือง อ.พิมาย ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 60 กม. ท่านสามารถมาตามถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข2) ถึงนครราชสีมาแยกตลาดแคแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข206 โคราชเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี บริเวณของอุทยานมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ แม่น้ำมูลไหลผ่านทิศเหนือและทิศตะวันออก ทางใต้มีลำน้ำเค็ม ทางตะวันออกมีลำน้ำจักราช ที่มาของคำว่า “พิมาย” นั้นน่าจะมาจากคำว่า “วิมายะ” ที่จารึกเป็นภาษาเขมรอยู่บนกรอบระเบียงคตของประตูด้านทิศตะวันออกว่า “กมรเตงชคตวิมาย” จึงเชื่อว่าเมืองพิมายเป็นเมืองที่มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรเขมรโบราณ สืบต่อมาจนปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ฯเปิดทำการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ค่าผ่านประตู คนไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท โทร. 044-471568





เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาจะมีศูนย์ข้อมูลอุทยานประวัติศาสตร์พิมายอยู่ทางขวามือ มีแผ่นหินประกาศไว้ว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จมาเป็นประธานในการเปิดอุทยานฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2532

ทางซ้ายเป็นพลับพลาเปลื้องเครื่อง(๑) ก่อด้วยหินสีแดงเรียบๆ ไม่มีหลังคา หันหน้าไปทิศตะวันออก จากการขุดค้นพบกระเบื้องมุงหลังคา รูปเคารพ เครื่องประดับ และเหรียญสำริด จากตำแหน่งที่ตั้งสันนิษฐานว่าเป็นที่พักสำหรับกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงเสด็จมาประกอบพิธีทางศาสนา





ตรงเข้ามาจะเห็น สะพานนาคราช (๒) ที่มีผังเป็นรูปกากบาท หัวสะพานเป็นรูปพญานาคแผ่พังพาน ตัวสะพานสร้างด้วยหินทราย เปรียบเหมือนทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ





เดินผ่านเข้ามาเป็นซุ้มประตูและกำแพงแก้ว (๓) ซุ้มประตูจะอยู่กึ่งกลางแนวกำแพงทั้งสี่ด้านตรงกันทั้งสี่ทิศ ผังของบริเวณนี้ก็เป็นรูปกากบาท เชื่อว่าเป็นดินแดนที่จะเข้าสู่แดนสวรรค์





เมื่อผ่านกำแพงแก้วแล้วจะเป็นชาลาทางเดิน (๔) เป็นลานว่างโล่ง มีแนวทางเดินตรงไปยังประตูกลางของระเบียงคด พื้นแบ่งเป็นสามช่องทางเดิน จากการขุดค้นพบเศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผามากมาย สันนิษฐานว่าคงมีระเบียงหลังคาโปร่งมาก่อน



บรรณาลัย (๕) จะอยู่ระหว่างซุ้มประตูกำแพงแก้วและซุ้มประตูระเบียงคดทางทิศตะวันตก เป็นอาคารขนาดเดียวกันสองหลังสร้างต่อกัน จากการขุดแต่งพบกระเบื้องดินเผามุงหลังคามากมาย เดิมคงเป็นไม้มุงหลังคากระเบื้อง จัดว่าเป็นอาคารใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นที่เก็บรักษาพระคัมภีร์ทางศาสนา



สระน้ำ (๖) จะมีอยู่ทั้งสี่ทิศของลานกำแพงปราสาทด้านนอก ภายในสระได้พบชิ้นส่วนเสากำแพงกรอบประตู สันนิษฐานว่าน่าจะเคยเป็นที่ตั้งของวัดมาก่อน ที่ปัจจุบันได้ย้ายออกไปตั้งทางนอกเมือง ได้แก่ วัดสระเพลง วัดพระปรางค์ใหญ่ วัดโบสถ์ และวัดพระปรางค์น้อย สระเหล่านี้ขุดขึ้นเพื่อใช้ประโยฃน์ในการอุปโภคบริโภคของทางวัด

ซุ้มประตูและระเบียงคด (๗) เป็นอาคารก่อหินทราย อยู่ล้อมรอบปราสาทประธาน ประตูจะอยู่กึ่งกลางของกำแพงทั้งสี่ด้าน จะตรงกับประตูทางเข้าปราสาทประธาน ที่ปรากฏจารึกอักษรเขมรว่า “กมรเตงชคตวิมาย” ที่ซุ้มประตูระเบียงคดด้านทิศใต้ และกล่าวถึงการสร้างรูปเคารพ “กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย” ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าธรณีนทรวรมันที่ ๑





ปราสาทประธาน (๘) ที่ลานชั้นในมีอาคารสถานหลายองค์ ที่อยู่กลางคือปราสาทประธาน มีความสำคัญที่สุด สร้างด้วยศิลาทรายสีขาวหันไปทางทิศใต้ ประกอบด้วยส่วนมณฑปและเรือนธาตุ มีการจำหลักลวดลายประดับบนหน้าบัน ทับหลัง มักเป็นเรื่องรามเกียรติและเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา มีแต่ด้านใต้ที่เป็นภาพศิวนาฏราช ภายในเรือนธาตุเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพสำคัญ เรียกว่าห้องครรภคฤหะ เห็นร่องรอยของร่องน้ำมนต์ต่อลอดออกไปด้านนอก









พลับพลา (๙) ภายในลานชั้นในด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานมีฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่สูงมากนัก เว้นช่องว่างตรงกลางไว้ มีหลุมขนาดใหญ่ที่ขอบฐาน คาดว่าอาจใช้ประโยชน์ในทางพิธีกรรม



หอพราหมณ์ (๑๐) เป็นอาคารหินทรายและศิลาแลง ผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ได้ค้นพบศิวลึงค์ขนาดย่อม คาดว่าคงเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์

ปรางค์หินแดง (๑๑) ตั้งอยู่ทางด้านขวาของปรางค์ประธาน มีทับหลังจำหลักภาพเรื่องมหาภารตะอยู่



ปรางค์พรหมทัต (๑๒) สร้างด้วยศิลาแลง ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ได้พบประติมากรรมหินทราย 2 ชิ้น เป็นรูปคนผู้ชายขนาดใหญ่คาดว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ท้าวพรหมทัต และรูปสตรีคุกเข่า เชื่อว่าเป็นพระนางชัยราชเทวี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นางอรพิม







ช่างน่าอัศจรรย์กับความสามารถของมนุษย์เราที่สามารถสร้างสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม จากหินทรายและศิลาแลงที่แข็งแกร่ง จึงคงทนมาจนปัจจุบัน เห็นถึงศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนต่อพระพุทธศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงปกครองประชาชนด้วยความกล้าหาญและความห่วงใยไพร่ฟ้า ที่เห็นได้จากศิลปวัตถุที่หลงเหลืออยู่ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด คุณค่าเหล่านั้นก็ไม่อาจลบเลือนไปตามกาลเวลา เพราะคุณงามความดีที่ได้กระทำจะยังคงอยู่ยั้งยืนยง.

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: