-

ท่องเที่ยวต่างแดน

ยงเหอกง วัดใหญ่กลางกรุงปักกิ่ง

|
หากพูดถึงวัดโบราณอายุนับหลายร้อยปีในกรุงปักกิ่งนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียวที่สร้างขึ้นจากการหลอมรวมของสถาปัตยกรรมสี่สัญชาติ นั่นก็คือ วัดลามะ หรือ ยงเหอกง Yonghe Gong (Lama Temple) วัดลามะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง และถูกสร้างมากว่า 400 ปี

       การเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินมายังวัดลามะนั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่เลือกขึ้นรถไฟสายที่ 2 ให้ได้ และคอยเงี่ยหูฟังเสียงบอกสถานีจากคอมพิวเตอร์ในรถเท่านั้น ท่านก็จะไม่มีวันลงผิดป้าย เจ้าของเสียงหน้าตาเป็นอย่างไร ผมไม่อาจจินตนาการได้ แต่น้ำเสียงของเธอนั้นฟังชัดเจน ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน

       โดยภาษาอังกฤษนั้นสำเนียงอเมริกันชัดแจ๋ว ขนาดชื่อสถานที่เป็นชื่อจีนชัดๆ เธอยังออกเสียงเป็นสำเนียงฝรั่งเลย และที่สำคัญรถไฟฟ้าใต้ดินสายที่ 2 เป็นเพียงสายเดียวในปักกิ่งที่วิ่งเป็นวงกลม เมื่อลงไปถึงสถานีแล้ว จะเลือกขึ้นรางฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาก็ล้วนนำท่านไปถึงยังวัดลามะได้ทั้งสิ้น

       บ่ายในวันที่ปักกิ่งทึมเทาไปกับบรรยากาศหนาวเหน็บในอุณหภูมิแตะเลขศูนย์ไม่ได้ทำให้ผมย่อท้อที่จะได้ไปทำความรู้จักกับวัดลามะโบราณที่มีอายุมากที่สุดและรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดในปักกิ่ง




       เมื่อโผล่ขึ้นมาจากสถานีใต้ดิน ผมพยายามมองหาวัดเท่าไหร่ก็ไม่เคย แต่พอหันไปมองที่ปากทางลงสถานีที่เพิ่งเดินขึ้นมาจึงถึงบางอ้อ เพราะตัวสถานีเป็นส่วนหนึ่งของวัด และเมื่อพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงตระหนักได้ว่าที่ตรงนี้เป็นด้านหลังของวัด ดังนั้นผมจึงต้องเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่ง เลาะเลียบกำแพงสูงใหญ่สีแดงเลือดนก สักพักจึงเห็นป้ายเขียนไว้ว่าอีก 150 เมตร จึงจะถึงประตูทางเข้า

      อากาศวันนั้นขมุกขมัว ไม่รู้ว่าเพราะความกดอากาศต่ำที่นำหมอกมา หรือเพราะควันธูปที่ลอยกรุ่นออกมาจากวัดอยู่ตลอดเส้นทาง ผ่านร้านขายธูปเทียนที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไปเท่าในระยะที่ป้ายบอกไว้ ก็มาถึงทางเข้า

      แผนผังของวัดลามะนี้ทอดยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจากใต้ไปเหนือ ทางเข้าหลักทางทิศใต้นั้นมีลานจอดที่รถทัวร์แน่นขนัด แสดงให้เห็นถึงความคึกคักแม้ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว อีกทั้งอากาศหนาวเหน็บและเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ก็ไม่ได้กระทบกับการท่องเที่ยวของวัดลามะ ที่ประมาณการณ์จำนวนผู้เข้าชมอยู่ที่ปีละ 1 ล้านคนเป็นอย่างต่ำ




      ชาวจีนที่เดินเข้ามาต่างหอบหิ้วกล่องธูปขนาดใหญ่คนละหอบใหญ่ เมื่อผ่านถนนที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สูง ที่ซึ่งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิคงจะเขียวครึ้ม ไม่ได้เหลือเพียงแต่กิ่งก้านอย่างในวันนี้ ก็ถึงทางเข้าสู่ลานวัด ผู้ที่มาสักการะบูชาต่างจุดธูปก้านใหญ่คนละหลายดอก ประสานมืออธิษฐานขอพร เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวจีนเหล่านี้ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก

      พอพ้นประตูมาทั้งด้านซ้ายและขวาขนาบด้วยหอกลองและหอระฆัง 4 หลัง หน้าตาคล้ายๆ กัน ซึ่งยืนซึมอยู่ท่ามกลางควันธูป เพราะไม่มีบทบาทอะไรในปัจจุบัน ไม่ต้องปลุกพระไปทำกิจธุระของสงฆ์ ไม่ต้องเคาะบอกเวลา เพราะพระสงฆ์ไม่มีบทบาทอะไรในวัดนี้มากแล้ว และเวลาก็ดูนาฬิกาเอาได้ หอทั้งสี่จึงเงียบเหงา อวดเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ยังสง่าด้วยสถาปัตยกรรมจีนที่วิจิตร




      ตรงกลางมีวิหารบูชาเถียนหวังเตียนหรือวิหารกษัตริย์แห่งสรวงสวรรค์ ด้านหน้ามีสิงห์สำริดขนาดใหญ่ 2 ตัว หน้าตาขี้เล่น แต่ก็น่าเกรงขามในที ยืนเด่นเฝ้าทางเข้าอยู่ ท่านผู้ฟังรู้ไหมครับว่า สิงห์ของจีนที่เราเห็นตามวัดจีนทั่วไปนั้น ตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวเมีย

      ภายในวิหารกษัตริย์แห่งสรวงสวรรค์ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตร นั่งอวดพุงพุ้ยและยิ้มกว้างอย่างใจดีรอผู้คนมากราบไว้สักการะบูชา เสียแต่ว่ามีลามะหนุ่มคอยดูแลห้ามนักท่องเที่ยวถ่ายภาพ จึงไม่มีรูปพระองค์นี้มาอวดกัน

      ถัดจากนั้นไปเป็นวิหารอีก 4 วิหาร และแต่ละวิหารจะมีลานกว้างตามสถาปัตยกรรมบ้านแบบซือเหอย่วนของปักกิ่งคั่นกลาง และแต่ละวิหารล้วนไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพทั้งสิ้น


      ผมว่า "การไม่ให้ถ่ายภาพ" เป็นเทคนิคทางการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ประเทศไหนมีโบราณสถานสำคัญควรเอาวิธีนี้ไปใช้ เพราะมันจะกระตุ้นต่อมอยากรู้ของคน ยิ่งที่ไหนมีประวัติมายาวนาน แต่ดันห้ามถ่ายรูป คนที่ได้ยินข่าว ก็อยากที่จะเดินทางมาให้เห็นกับตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

      วิหารที่สองเรียกว่า วิหารสันติสมานฉันท์ (ยงเหอกง) ด้านหน้ามีกระถางกำยานสำริดโบราณแกะสลักอย่างงดงาม เดิมทีชาวจีนคงโยนเหรียญใส่เป็นจำนวนมาก เพราะเห็นยังมีเหรียญคาอยู่ในร่องบางแห่งที่แกะไม่ออก ซึ่งเป็นการทำลายวัตถุโบราณ ทางวัดจึงเอารั้วมาล้อมไว้ และเขียนป้ายติดห้ามไว้

      สามคือวิหารเจ้าฝูโหลว แท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าฝูโหลว ข้างในมีพระพุทธรูปศากยมุนีที่หล่อด้วยทองเหลือง ด้านหลังของพระพุทธรูปมี ประภามณฑลเหมือนฉากบังตา แท่นบูชาพระพุทธรูปและประภามณฑลล้วนแกะสลักด้วยไม้ชื่อว่า "จินเซอหนานมู่" ฝีมือแกะสลักก็ประณีตมาก แท่นพระพุทธรูปมีส่วนบนสูงจรดเพดาน แบ่งเป็นชั้นนอกชั้นใน 3 ชั้น ในยามตะวันตกดิน พระพุทธรูปประทับยืนอย่างสง่างาม

      แสงอาทิตย์ส่องกระทบกระจกเงาที่ทำด้วยทองเหลืองที่ติดอยู่บนประภามณฑล แสงสะท้อนตามกระจกเงาทองเหลืองเป็นวงกลมล้อมรอบองค์พระพุทธรูป บวกกับแสงของตะเกียงที่ไม่มีวันดับ ทำให้ข้างในวิหารสว่างไสวไปทั่ว แท่นพระพุทธรูปส่วนบนมีเสาไม้แกะสลักมังกรทองคำ 2 เสาค้ำรับไว้ คานเพดานหุ้มด้วยทองคำ แกะสลักมังกร 99 ตัวพัน อยู่โดยรอบมังกรบางตัวกางเล็บออกมา บางตัวทำท่ากำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนจริงมาก

      วิหารแห่งธรรมจักร(ฟ่าหลุนเตี๋ยน) เป็นอาคารทรงจตุรมุข บนหลังคาวิหารมีเจดีย์บุทองคำ 5 องค์ ซึ่งรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งแบบชนชาติจีนและชนชาติทิเบตเข้าด้วยกัน วิหารนี้ใช้เป็นหอสวดมนต์ มีที่นั่งสำหรับพระเรียงเต็มไปหมด และที่วิหารแห่งนี้ ยังเป็นที่เก็บรักษาอาสนะของทะไลลามะไว้ด้วย

      สุดท้ายคือ วิหารหมื่นสุข(ว่านฝูเก๋อ) ซึ่งมีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยประดิษฐานอยู่ วิหารว่านฝูเก๋อ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดภายในวัดลามะ มีความสูงกว่า 30 เมตร มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด พระพุทธรูปศรีอริยเมตไตรยปางยืนที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตรฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการบันทึกไว้ในกินเนสต์บุ๊กด้วย

      เมื่อ ค.ศ 1979 มีการบูรณะซ่อมแซม พบว่าไม้จันทน์หอมที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 200 ปี แต่เนื้อไม้ยังแข็งแกร่งไม่ผุกร่อน แสดงให้เห็นถึงฝีมือชั้นสูงในการแกะสลักและการอนุรักษ์โบราณวัตถุของประติมากรโบราณของจีนอย่างยิ่ง

      นอกจากนี้ที่ด้านหน้าวิหารยังมีแท่นศิลาจารึกที่มี4 ด้าน 4 ภาษา แต่ละด้านแกะสลักตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกล และภาษาทิเบต เนื้อหาของตัวอักษรเหล่านี้มาจากหนังสือ หล่ามาซัว (ทฤษฎีลามะ) ซึ่งจักรพรรดิ์สมัยราชวงศ์ชิงทรงพระชานิพนธ์ขึ้น กล่าวถึงความเป็นมาของศาสนาพุทธนิกายทิเบต และนโยบายของรัฐบาลชิงที่มีต่อนิกายลามะ

      และนอกจากนี้ที่มุขด้านหน้าตรงกลางของแต่ละวิหารมีป้ายสีน้ำเงินกรอบทองเขียนด้วยตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกล และภาษาทิเบต ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกายมหายานแล้ว ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเชื้อชาติต่างๆ ที่มีมาตั้งแต่อดีต

      วัดลามะนี้แต่เดิมเป็นที่พักของขันทีในสมัยราชวงศ์หมิง จากนั้นคังซีฮ่องเต้ กษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ชิงได้สร้างให้เป็นตำหนักขององค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง ในปี ค.ศ.1694 และตั้งชื่อว่า "เป้ยเล่อฝู่" ตามบรรดาศักดิ์ในขณะนั้น หลังจากที่องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์องค์ที่ 3 ในปี ค.ศ 1723 จึงย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังโบราณ ส่วนพระตำหนักนี้พื้นที่ครึ่งหนึ่งปรับเป็นที่พักผ่อนอิริยาบถนอกวังขององค์ชายสี่ และตั้งชื่อให้สมพระเกียรติว่า "ยงเหอกง" อีกครึ่งหนึ่งถวายพระลามะจังเจียฮูถูเค่อถู และตั้งแต่นั้นมาสถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นวัดลามะนิกายหมวกเหลืองของทิเบต

       เมื่อจักรพรรดิหย่งเจิ้งชิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1735 พระศพของพระองค์ก็ได้นำมาฝังไว้ที่นี่ ซึ่งแสดงถึงความผูกพันและความศรัทธาของจักรพรรดิองค์นี้ต่อพทธศาสนา วัดลามะรอดพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมมาได้ด้วยการปกป้องจากท่านนายกโจว เอินไหล และได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ.1981

       สิ่งสำคัญที่สุดของวัดลามะแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ที่อายุที่ยืนนานผ่านกาลเวลาเพียงเท่านั้น แต่อยู่จุดประสงค์ในการสร้างวัดนี้ขึ้นมาต่างหาก นั่นก็คือการหลอมรวมศรัทธาของคนในชาติ ความปรองดองของชนชาติอันหลากหลายในแผ่นจีนที่ผสมผสานอย่างลงตัว ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดลามะแห่งนี้

       ไม่แปลกที่แม้ว่าจีนจะผ่านสงครามมากี่ครั้งกี่หน ทั้งรบกันเอง และถูกคนอื่นรุกราน ศาสนสถานสำคัญแห่งนี้ก็ไม่เคยถูกย่ำยี กลับยั้งยืนยงมาจวบจนปัจจุบัน ดังเช่นชื่อของวัดแห่งนี้ที่แปลตามตัวได้ว่า "สันติภาพและสมานฉันท์" อีกทั้งยังสะท้อนถึงวิถีแห่งความเป็นจีนในปัจจุบันนี้ด้วย


ข้อมูล รายการสถานีต่อไป

          http://thai.cri.cn/

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยงเหอกง วัดลามะอันลือชื่อแห่งเมืองจีน

ยงเหอกง วัดลามะอันลือชื่อแห่งเมืองจีน

วัดลามะ หรือ ยงเหอกง วัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันลือชื่อ กินเนื้อที่กว่า 6 หมื่นตารางเมตร ตำหนักต่างๆมี กว่า 1000 ห้อง วัดลามะ แต่เดิมเป็นพระตำหนัก ที่เฉียนหรงฮ่องเต้กษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ชิงสร้างให้องค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง

อ่าน 2,153 คน SHARE ความคิดเห็น
ยงเหอกง วัดใหญ่กลางกรุงปักกิ่ง

ยงเหอกง วัดใหญ่กลางกรุงปักกิ่ง

หากพูดถึงวัดโบราณอายุนับหลายร้อยปีในกรุงปักกิ่งนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียวที่สร้างขึ้นจากการหลอมรวมของสถาปัตยกรรมสี่สัญชาติ นั่นก็คือ วัดลามะ หรือ ยงเหอกง Yonghe Gong (Lama Temple)

อ่าน 2,813 คน SHARE ความคิดเห็น
เที่ยวตลาดเช้ากรุงปักกิ่ง

เที่ยวตลาดเช้ากรุงปักกิ่ง

ตลาดเช้า คือตลาดสดที่เปิดให้บริการตั้งแต่ฟ้าสางแต่ต้องปิดก่อนเที่ยง ในกรุงปักกิ่งก็มีตลาดเช้ากระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนใหญ่ ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้คนในละแวกนั้น

อ่าน 1,017 คน SHARE ความคิดเห็น
แนะนำ 8 สถานที่ชมความงามของใบแปะก๊วยในกรุงปักกิ่ง

แนะนำ 8 สถานที่ชมความงามของใบแปะก๊วยในกรุงปักกิ่ง

แนะนำ 8 สถานที่ชมความงามของใบต้นแปะก๊วยเปลี่ยนสีในกรุงปักกิ่ง ต้นแปะก๊วย เป็นต้นไม้ที่ชาวปักกิ่งชื่นชอบมาก เพราะนอกจากให้ผลที่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังให้ภาพที่จับตาแก่ผู้คนที่เดินผ่านด้วย

อ่าน 1,092 คน SHARE ความคิดเห็น
ตื่นตา!! สวนน้ำแฮปปี้ เมจิค วอเตอร์ คิวบ์ กรุงปักกิ่ง

ตื่นตา!! สวนน้ำแฮปปี้ เมจิค วอเตอร์ คิวบ์ กรุงปักกิ่ง

"แฮปปี้ เมจิค วอเตอร์ คิวบ์ วอเตอร์ พาร์ค" (Happy Magic Water Cube Water Park) คือ สวนน้ำที่เคยใช้เป็น "ศูนย์แข่งขันกีฬาทางน้ำแห่งชาติ กรุงปักกิ่ง" (Beijing National Aquatics Center) หรือที่ รู้จักก

อ่าน 3,157 คน SHARE ความคิดเห็น
ท่องเที่ยวกรุงปักกิ่ง ยลโฉมเมืองที่มีมรดกโลกจำนวนมากที่สุดในโลก

ท่องเที่ยวกรุงปักกิ่ง ยลโฉมเมืองที่มีมรดกโลกจำนวนมากที่สุดในโลก

"กรุงปักกิ่ง" (Beijing) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางทางการเมือง และวัฒนธรรมของจีน ตลอดจนเป็นชุมทางการคมนาคมระหว่างประเทศที่สำคัญ อีกทั้งเป็นเมือง วัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งหนึ่ง โดยมีมรดกโลก 6 แห่ง...

อ่าน 5,302 คน SHARE ความคิดเห็น
ถนนเฉียนเหมิน ถนนสายวัฒนธรรมในกรุงปักกิ่ง

ถนนเฉียนเหมิน ถนนสายวัฒนธรรมในกรุงปักกิ่ง

ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street) เป็นถนนสายวัฒนธรรมซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มา เยือนกรุงปักกิ่ง ถนนสายนี้ตั้งอยู่ ณ ใจกลางกรุงปักกิ่ง ใกล้กับจัตุรัสเทียน อันเหมิน มีความยาว 845 เมตร กว้าง 21 เมตร

อ่าน 3,078 คน SHARE ความคิดเห็น
ฉางอาน ถนนสายดังแห่งกรุงปักกิ่ง

ฉางอาน ถนนสายดังแห่งกรุงปักกิ่ง

ถนนฉางอาน (Chang'an) เป็นถนนสายสำคัญที่สุดของกรุงปักกิ่ง มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก โดยมีจตุรัสเทียนอันเหมินคั่นถนนสายนี้ให้แบ่งเป็นถนนฉางอานตะวันออกและถนนฉางอานตะวันตก

อ่าน 2,122 คน SHARE ความคิดเห็น
ท่องเที่ยวจ.กระบี่ เริ่มคึกคัก! หลังยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวจีน

ท่องเที่ยวจ.กระบี่ เริ่มคึกคัก! หลังยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวจีน

การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเดินทางเข้าประเทศแก่นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดชายฝั่งอันดามันคึกคักอย่างมาก

อ่าน 610 คน SHARE ความคิดเห็น
กลับขึ้นด้านบน