ตุรกี เป็นประเทศที่มีดินแดนทั้งในทวีปยุโรปตอนใต้และตอนตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย เป็นดินแดนที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่และหลากหลายของชนหลายกลุ่มซึ่งได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ เพื่อที่จะเข้าใจถึงอดีตอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของดินแดนแห่งนี้ จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สวยงามหลงเหลืออยู่มากมาย
สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ
HOUSE OF VERGIN MARY บ้านของพระแม่มารีซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีมาอาศัยและสิ้นพระชนม์ในบ้านหลังนี้
เมืองเอฟฟิซุส (CITY OF EPHESUS) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนก (IONIA) จากกรีก ซึ่งอพยพเข้ามาปักหลัก สร้างเมืองขึ้นที่นี่เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ ได้สถาปนา “เอฟฟิซุส” ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน
ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ (ROMAN BATH) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้, ชมบ้านเศรษฐีในสมัยก่อนที่ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้อง หลากสีปูพื้นอย่างสวยงาม, ห้องสมุดโบราณที่มีวิธีการเก็บรักษาหนังสือไว้ได้เป็นอย่างดีทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติคที่มีความอ่อนหวาน และฝีมือปราณีต
โบสถ์นักบุญเซนต์ จอห์น (BACILIC OF ST.JOHN) สาวกของพระเยซูคริสต์ที่ออกเดินทางเผยแพร่ศาสนาไปทั่วดินแดนอนาโตเลียหรือประเทศตุรกีในปัจจุบัน
เมืองปามุคคาเล่ (PAMUKKALE) เมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีก ก่อนที่จะไหลลงสู่หน้าผา ผลจากการ ไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆ หลายชั้น และผลจาการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็น ทางยาวซึ่งมีความงดงามมาก
ปราสาทปุยฝ้าย (ปามุคคาเล่) เมืองแห่งน้ำพุเกลือแร่ร้อน ที่ซึ่งในอดีตกาลชาวโรมันเชื่อว่าน้ำพุร้อนดังกล่าวสามารถรักษาโรคได้ จึงได้สร้างเมืองฮีเยราโพลิสล้อมรอบ ท่านจะ ได้สัมผัสเมืองโบราณอีกแห่งซึ่งสร้างขึ้นในสมัยโรมัน
พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (MEVLANA MUSEUM) หรือสำนักลมวน เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1231 โดยเมฟลานา เจลาเลดดิน รูบี ซึ่งเชื่อกันว่าชายคนนี้เป็นผู้วิเศษของศาสนา อิสลาม หรือเรียกได้ว่าเป็นผู้ชักชวนคนที่นับถือศาสนาคริสต์ให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยมีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
เมืองคัปปาโดเกีย ซึ่งได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ขึ้นชมดินแดนที่มี๓ูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ซึ่งเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออกมาปกคลุมพื้นที่ เมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน ได้เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็นหุบเขา ร่องลึก เนินเขา กรวยหินและเสารูปทรงต่างๆ ที่งดงาม
นครใต้ดิน (UNDERGROUND CITY OF DERINKUYU OR KAYMAKLI) ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนจากการรุกรานของข้าศึกพร้อมทั้งยังมีระบบระบายอากาศและสภาพวิถี ชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดินพร้อมสรรพ
พระราชวังทอปกาปึ (TOPKAPI PALACE) ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมัน พร้อมทั้งเข้าชมฮาเร็มเขตหวงห้าม ซึ่งในอดีตกาลใช้เป็นที่อยู่ ของนางใน ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปึกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่า อาทิเช่น เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่าน ฯลฯ
“ฮิปโปโดม” (HIPPODOME) หรือจัตุรัสสุลต่านอาห์เมต ชมสุเหร่าสีน้ำเงิน (BLUE MOSQUE) โบสถ์เซนต์โซเฟีย (ST.SOPHIA) ซึ่งเป็นศิลปะแบบไบเซนไทม์
อ่างเก็บน้ำใต้ดิน “เยเรบาตัน” ซึ่งเป็นที่กักเก็บน้ำจืดเอาไว้ใช้ในยามศึกสงคราม
พระราชวังโดลมาบาชเช่ (DOLMABAHCE PALACE) อันเป็นพระราชวังที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญอย่างสูงสุดทั้งทางวัฒนธรรมและทางวัตถุของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งได้แผ่ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง มีศักยภาพทางการทหารทั้งทัพบกและทัพเรืออันเป็นที่ครั่นครามไปทั่วทุกทวีป ตั้งแต่ตอนเหนือของทวีปอัฟริกา ตอนใต้ของอิตาลี และทางด้านยุโรปตะวันออกจรดกรุงเวียนนา
พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมอซิท ในปี ค.ศ. 1843 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 12 ปี เพราะความที่สุลต่านทรงเป็นคลั่งไคล้ยุโรปอย่างสุดขอบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ วัฒนธรรม การดำรงชีวิต ตลอดจนการทหาร ล้วนคัดลอก มาจากตะวันตกทั้งสิ้น รวมทั้งพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกคู่ใจชาวอาเมเนี่ยน ชื่อ บัลยัน เป็น ศิลปะผสมผสานของยุโรปและตะวันออกที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองใดๆ ทั้งสิ้น
ภายนอกประกอบด้วยสวนไม้ดอกรายล้อมพระราชวังซึ่งอยู่เหนืออ่าวเล็กๆ ที่ช่องแคบบอสฟอรัส ภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆ และฮาเร็ม ตกแต่งด้วยโคมระย้า บันไดลูก กรง แก้วเจียรไน และโคมไฟมหึมาหนัก 4.5 ตัน นาฬิกาทุกเรือนของที่นี่จะชี้เวลา 09.05 น. เป็นนิจนิรันดร์เพื่อระลึกถึงเวลาของการจากไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1938 ของ คามาล อาตาเติร์ก (KAMAL ATATURK) วีรบุรุษของชาติผู้บดขยี้กองทัพอังกฤษที่กาลิโปลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
ช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (THE BLACK SEA) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (SEA OF MARMARA) ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 32 กิโลเมตร ความ กว้างตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ นอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุด ยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย


เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียงรายอยู่ตามช่องแคบเหล่านี้ ว่ากันว่าจนกระทั่งถึงยุคของการนำเอาเรือปืนใหญ่มาใช้และไม่เคยปรากฏว่ากรุงอิสตันบูลถูกถล่มจนเสียหายอย่างหนัก มาก่อนเลย ทั้งนี้เป็นเพราะป้อมปืนดังกล่าวนี้เอง ในปี ค.ศ. 1973 มีการเปิดใช้สะพานบอสฟอรัสซึ่งทำให้เกิดการเดินทางไปมาระหว่างฝั่งเอเชียและยุโรปสะดวกมากขึ้น
การเดินทาง
VISA TURKISH ตุรกี
เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 09.30-12.30 น. Tel.02-2747262-3 เวลายื่นวีซ่า 09.30 – 12.00 น. เวลารับเล่ม 11.00 – 12.30 น. ระยะเวลาทำการ 2 วัน ชำระค่าวีซ่าวันยื่น
ค่าVISA 784 บาท (Single) // 2,548 บาท (Multiple)
เอกสารการยื่นวีซ่า
1. หนังสือเดินทางที่เหลืออายุการใช้งานอย่างน้อย 6 เดือน
2. จดหมายรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ
3. รูปถ่ายสีขนาด 1 - 2 นิ้ว 2 รูป
4. สำเนาทะเนียนบ้าน
5. Booking ตั๋ว หรือ สำเนาตั๋วเครื่องบิน
6. นามบัตร
*ยื่นวีซ่าคนต่างชาติ ให้โทรสอบถามสถานทูตเรื่องเอกสารการยื่นวีซ่าก่อน
Tel.02-2747262-3
เอกสารที่ใช้เวลายื่นวีซ่า
1. หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา
2. จดหมายรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ
3. แบบฟอร์ม + รูปถ่าย 1 ใบ
4. Booking ตั๋ว หรือ สำเนาตั๋วเครื่องบิน
ขอบคุณข้อมูล
http://www.linethaitravel.com/