เป็นประเทศรูปเสี้ยววงเดือนในยุโรปที่มีอาณาเขตจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปกลาง และบอลข่าน ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้โครเอเชียมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
โดยโครเอเชียมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมากค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในโครเอเชียมีดังนี้ค่ะ
กรุงซาเกรบ (Zagreb)
มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen's Cathedral) ซึ่งมียอดแหลมทรงกลวยคู่บนยอดวิหารตกแต่งอย่างงดงาม สามารถเห็นได้จากทุกมุมในซาเกรบ แต่เดิมเป็นโบสถ์ ธรรมดาแต่เพิ่มสำคัญในปี ค.ศ. 1094
เมื่อกษัตริย์ ลาดีสลาอุส (King Ladislaus) ได้ให้พระราชาคณะย้ายที่พำนักจากสีสัก (Sisak) มายังซาเกรบ แต่ก็ถูกกองทัพมองโกลทำลายในปี ค.ศ. 1242 เมื่อมองโกล จากไป โบสถ์นี้ก็ได้รับการซ่อมแซมใหม่ และ ขยับขยาย ในอีกหลายครั้งต่อมา รูปร่างมหาวิหารที่งดงามในรูปแบบนิโอ กอธิคที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1880
ชมตัวเมืองเก่าที่อยู่บนเขา (Upper Town, Gondi Grad) เราจะได้ชมด้านนอกของโบสถ์เซนต์แคทเทอรีน ซึ่งเป็นโบสถ์รูปแบบบาโรคสีขาวที่น่าประทับใจ, ผ่านห้องแสดง ภาพเขียน (Contemporary Art) ผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะภาพเขียน (Naive Art) ซึ่งปฏิเสธการใช้เทคนิคชั้นสูงในการเขียนภาพ, ผ่านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โครเอเชีย, พระราชวังบานซึ่งเป็นที่พำนักประธานาธิบดี, มหาวิหารเซนต์มาร์ค
ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าซาเกรบ สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 13 หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีต่างๆ ซึ่งเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของซาเกรบ โครเอเชีย สโลเวเนีย และ ดาลมาเชีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในประเทศเดียวกัน (ยูโกสลาเวีย), ผ่านอาคารรัฐสภา และผ่านห้องแสดงงานศิลปะแมชโทรวิช ซึ่งเป็นช่างปั้นมือหนึ่งของศตวรรษที่ 20
วนอุทยานแห่งชาติ ทะเลสาบพลิตวิเซ (Plitvice Lakes National Parks) ซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำภูเขามาลา คาเปลา (Mala Kapela) ไหลผ่านหินปูนหลายพันปี ทำให้หินปูนที่ ถูกกัดเซาะไหลไปกองรวมกันเป็นระยะ เกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ มีความสูงลดหลั่นกันลงไปทั้งสิ้น 16 แห่ง
หมายความว่าจะมีน้ำตก 1 6 แห่งไหลไปรวมกันเป็นทะเลสาบใหญ่ ตัวน้ำตกแบ่งเป็น 2 ระดับ น้ำตกที่สูงที่สุดมีความสูง 639 เมตร ที่ต่ำสุดมีความสูง 503 เมตร น้ำตกด้าน บนจะถูกล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ซึ่งมีความหนาแน่นสูง มีถ้ำ 20 แห่งใต้หินปูนเหล่านี้
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หายาก และ มีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง องค์การยูเนสโก้จึงได้รับเอาไว้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979 (หิมะจะตกในเดือน พฤศจิกายน ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งใน เดือน ธ.ค. และ ม.ค.)
ไซเบนิค (Sibenik)
มหาวิหารเซนต์เจมส์ (Cathedral of St.James) สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1431-1535 เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานกันระหว่าง 3 ศิลปกรรม คือ ดาลมาเชีย (ท้องถิ่น) ศิลปะทางเหนือของอิตาลี และ ทุสคานี
เนื่องจากสถาปนิคที่สร้างมหาวิหารแห่งนี้ทั้ง 3 คน แต่มาจาก 3 ท้องถิ่นคือ ดาลมาเชีย โคโม (อิตาลีเหนือติดสวิตเซอร์แลนด์) และ ฟลอเรนซ์ (ทุสคานี) เกิดเป็นสามประสาน รังสรรค์งานสุดยอดแห่งยุคชิ้นหนึ่ง โดยใช้เทคนิคชั้นสูงในการสร้างห้องโถงสูงใหญ่ และ โดมครึ่งวงกลม
ทั้งวิหารล้วนสร้างด้วยหินทั้งหมดไม่มีซีเมนต์เลย บัวใต้ชายคาเป็นรูปศีรษะคน 71 ชิ้นทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะ กอธิค และ เรอ เนซองค์ ซึ่งผสมผสานเข้ากันอย่างงดงาม เป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านศิลปะจากยุคกอธิคไปสู่ยุคเรอเนซองค์ ยูเนสโก้ยกให้มหาวิหารแห่งนี้ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2000
(Trogir) เมืองขนาดเล็กบนเกาะที่ตั้งอยู่เกือบชิดกับแผ่นดินใหญ่ เป็นเมืองตั้งแต่ยุคกรีก และได้พัฒนาบ้านเรือนมาตามลำดับของผู้มาปกครอง ในยุคใต้การปกครองของ อาณาจักรเวนิส มีโบสถ์ และ อาคาร บ้านเรือน แบบเรเนซองค์ และ บาโรค ขึ้นเต็มไปทั้งเมือง สถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกดูแลอย่างดีตกทอดมาถึงปัจจุบัน
สปลิท (Split)
เมืองโบราณสปลิท ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวัง ดิโอคลีเทียน (Diocletian’s Palace) สร้างในราวศตวรรษที่ 3 บนอ่าวอัสพาลาโธส โดยดิโอคลีเทียน จักรพรรดิ์แห่งโรม ซึ่ง พระองค์ทรงพำนักที่พระราชวังแห่งนี้จนสิ้นชีพ
หลังจาก ลงจากบัลลังก์ในปี ค.ศ. 305 ในเมืองโบราณแห่งนี้ยังมี ตัวมหาวิหารสร้างในยุคกลางบนที่ฝังศพโบราณ ป้อมยุคกลางและพระราชวังสร้างในศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีทั้ง รูปแบบเรเนซองค์ และ บาโรค องค์การยูเนสโก้รับเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979
บรอฟนิค (Dubrovnik)
เมืองโบราณดูบรอฟนิค (Dubrovnik) เป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่สวยที่สุดในยุโรป มีฉายาว่าเป็นไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติค เป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเลตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ควบคุมการเดินเรือในทะเลเอเดรียติค และ เมดิเตอร์เรเนียน
จึงเป็นเมืองที่ร่ำรวย มีเงินทองเหลือเฟือ ในการตกแต่งพระราชวัง โบสถ์ วิหาร จัตุรัส น้ำพุ และ บ้านเรือนต่างๆ อย่างงดงามตามยุคสมัย เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมทั้งกอธิค เรเนซองค์ และ บาโรคเต็มไปทั้งเมือง
ตัวเมืองเสียหายหนักในยุคทศวรรษที่ 1990 ที่เกิดสงครามกลางเมือง องค์การยูเนสโก้ได้เข้าไปช่วยเหลือบูรณะ และรับให้เป็นหนึ่ง ในมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979
การเดินทาง
สำหรับท่านที่จะเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องทำหนังสือเดินทางเสียก่อน กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ โทร.0-2981-7171-9 หรือสถานที่จัด เป็นสำนักงานย่อยใกล้บ้านท่าน โดยต้องไปติดต่อด้วยตัวท่านเอง
ที่มา www.art-tour.net/