Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 
-

ซอกแซก เมืองกรุง

|
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง


     จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม”

     และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี" "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี"

     ภายในวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี

     สถานที่สำคัญภายในวัด

     พระวิหารหลวง

     พระวิหารหลวงเป็นอาคารเครื่องก่อขนาด 5 ห้อง กว้าง 23.84 เมตร ยาว 26.25 เมตร โครงสร้างหลังคาเป็นจั่วมีหลังคาประธาน 1 ตับ มีชั้นซ้อน(หลังคามุข) ทางด้านหน้าและด้านหลังข้างละ 1 ชั้น และมีหลังคาปีกนกลาดลงจากหลังคาประธานข้างละ 3 ตับ หลังคามุขทางด้านหน้าและด้านหลังมีหลังคาปีกนกลาดลงข้างละ 2 ตับ มีเสารับมุขเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน 12 ต้น ทั้งสองด้านรวม 24 ต้น และเสานาง เรียงด้านข้าง ด้านละ 6ต้น รวมทั้งหมดจึงเป็นเสา 36 ต้น เสานางเรียงและเสารับมุขหัวเสาเป็นปูนปั้น

     บัวแวงปิดทองประดับกระจกสี ชายคามีคันทวยรับเชิงชายหลังคาหัวเสาละ 1 ตัว ด้านละ 6 ตัว รวมทั้งหมด 4 ด้าน 24 ตัว แนวฝาผนังด้านนอกมีเสานางแนบด้านละ 6 ต้น มีบัวหัวเสาเช่นเดียวกับเสานาเรียง หน้าบันพระวิหารหลวงมี 2 ชั้น คือหนาบันจั่วหลังคาประธาน เป็นไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกเป็นลายกระหนกเครือวัลย์ออกช่อเทพนม ตรงกลางเป็นกรอบซุ้ม ภายในกรอบซุ้มมีรูปพระอินทร์ประทับอยู่ในเวชยันตรวิมานประดิษฐานอยู่เหนือ กระพองช้างเอราวัณ

     บานประตูพระวิหารหลวงเป็นบานไม้แกะสลักลายลึกเป็นรูปพฤกษามีกิ่งก้านใบและดอก ตระหวัดเกาะเกี่ยวอ่อนช้อยงดงามมีสัตว์เกาะเหนี่ยวเหมือนธรรมชาติลวดลาย เหล่านี้เป็นฝีพระหัตถ์ของพระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลั รัชกาลที่ 2 ที่ทรงกำหนดลักษณะลายแบบวิธีการแกะและเริ่มแกะด้วยพระองค์ก่อนแล้วโปรด เกล้าฯ ให้ช่างฝีมือแกะต่อเป็นบานประตูที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ น่าเสียดายที่ปัจจุบันโดนไฟไหม้บางส่วนและเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติพระนคร

     บานประตูไม้แกะสลักทั้งหมด 6 ประตู คือ ด้านหน้าพระวิหาร 3 ประตู ด้านหลังพระวิหาร 3 ประตู ประตูกลางทางด้านหลังนี้เป็นบานประตูไม้ลายรดน้ำ รูปพันธ์พฤกษา บานประตูนี้สร้างขึ้นใหม่แทนของเดิมที่ย้ายไปติดด้านหน้า หน้าบันมุขมีรูปแบบคล้ายหน้าบันจั่วประธาน แต่ตรงกลางหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑในกรอบซุ้ม

     ด้านหน้าและด้านหลังของพระวิหารมีประตูทางเข้าด้านละ 3 ช่อง ด้านข้างมีหน้าต่าง ด้านละ 5 ช่อง ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลงที่ซ้อนกัน 2 ชั้น เป็นปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสีบานประตูเป็นไม้แผ่นเดียวงดงามตลอด ทั้งแผ่นขนาดกว้าง 1.30 เมตร สูง 5.64 เมตร หนา 0.16 เมตร จำหลักลายต้นพฤกษาที่สลักลึกมีกิ่งก้านเกาะเกี่ยวซ้อนกันอย่างงดงาม เป็นศิลปกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ทรงกำหนดลักษณะลายแบบ วิธีแกะสลักและทรงเริ่มจำหลักด้วยพระองค์เอง

     ลายหน้าต่างเดิมเป็นลวดลายจำหลักรูปแก้วชิงดวงปิดทองประดับกระจกสีได้รับการ แก้ไขในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยทำเป็นลวดลายปูนน้ำมันปั้นปิดทองคำเปลวรูปต้นไม้เขามอและสัตว์ป่าปิดลาย แก้วชิงดวง





     ฐานประทักษิณล้อมพระวิหาร 3 ชั้น คือ ชั้นบนสุดเริ่มจากฐานปัทม์ของพระวิหารถึงแนวเสานางเรียง ฐานประทักษัณชั้นต่อมาเป็นที่ตั้งของถะศิลารายรอบพระวิหารทั้ง 4 ด้าน จำนวน 28 ถะ ต่อลงมาเป็นลานประทักษิณชั้นล่างที่กว้างที่สุดไปจนถึงพระระเบียงคด ฐานประทักษิณแต่ละชั้นจะมีพนักกั้น มีช่องซุ้มสำหรับตามประทีปตลอดแนวพนักกั้นทุกชั้นในเวลามีงานนักขัตฤกษ์หรือ การเฉลิมฉลองตอนกลางคืนจะตามประทีปเทียนไฟตลอดแนวพนักกั้นจะเป็นภาพที่ วิจิตรแปลกตาอีกแบบหนึ่ง

     พระอุโบสถ

     พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ยาวสวยงามที่สุดในประเทศ ไทย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดฯเกล้าให้สร้างขึ้น เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2377 สำเร็จเรียบร้อยปี พ.ศ.2386 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบสถาปัตยกรรมไทย ขนาดกว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร เป็นอาคารสูงใหญ่มากมีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับหลังคาทั้งหมด 68 ต้น หลังคา 4 ชั้น และชั้นลด 3 ชั้น มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียวเป็นพื้น คั่นกรอบด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง หน้าบันมุขหน้าและหลังเป็นไม้แกะสลักลาย

     ประดับกระจกสี ด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปพระอาทิตย์ประทับนั่งในบุษบก บนราชรถเทียมราชสีห์ มีคติความเชื่อว่าพะรอาทิตย์เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่โลกในเวลากลางวันพระวรกาย เป็สีแดง สวมเทริดทรงน้ำเต้ากลม พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวบานหมายถึงการห้ามอุปัทวันตรายทั้งปวง

     ส่วนพระหัตถ์ขวาถือดอกบัวตูม หมายถึงการอำนวยพร ด้านหลังหรือด้านทิศตะวันตกสลักเป็นรูปพระจันทร์ประทับนั่งในบุษบกบนราชรถ เทียมม้า มีคติความเชื่อว่า พระจันทร์เป็นเทพเจ้าผู้ให้แสงสว่างแก่โลกในเวลากลางคืน พระวรกายสีขาว สวมเทริดทรงน้ำเต้ากลมพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ การสลักหน้าบันเป็นรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ หมายถึงว่า พระอาทิตย์และพระจันทร์เวียนรอบเขาพระสุเมรุ คือพระวิหารหลวง

     ประตูด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 2 ประตู รวม 4 ประตู หน้าต่างด้านข้างด้านละ 13 ช่อง รวมทั้งหมด 26 ช่อง ซุ้มประตูและหน้าต่างทำด้วยปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี เหนือกรอบประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลง สองชั้นบานประตูและหน้าต่างไม้เขียนลายรดน้ำผนังข้างหน้าต่าง (ด้านนอก) ติดกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ร่วง

     หน้าบันพระอุโบสถด้านตะวันตก แกะสลักไม้ประดับกระจกสีเป็นรูปพระจันทร์ทรงราชรถเทียมม้า ภายในกรอบลายดอกเทศและใบเทศ มีนามเรียกพระจันทร์หลายอย่าง เช่น ศศิธร นิศากร รัชนิกร ศิวเศขร โสมอินทุ เป็นต้น พระจันทร์เป็นหนุ่มรูปงามสะโอดสะอง ผิวขาว เป็นผู้ให้แสงว่างในยามราตรี มีแสงสีนวลเย็นตา

     หอระฆัง

     หอระฆังอยู่ในเขตสังฆาวาส บริเวณเดียวกันกับศาลาการเปรียญ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น รูปทรง 8 เหลี่ยม ช่วงมุมเหลี่ยมทำเป็นเสาแนบติดผนัง เจาะผนังเป็นช่องวงโค้ง หลังคาโดมคล้ายหมวกรูป 8 เหลี่ยม หอระฆังทรงแปดเหลี่ยมก่ออิฐถือปูนอยู่ด้านหลังของศาลาการเปรียญ


     ศาลาลอย

     ศาลาลอยมีฐานหรือยกพื้นสูงอยู่ระดับเดียวกับกำแพง เรียงกันอยู่ตามแนวกำแพงด้านหน้า หรือด้านทิศเหนือทั้งหมด 4 หลัง รูปแบบทรงไทยผสมจีนและยุโรป หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้อง หน้าบันปูนปั้นศาลาหลังริมที่อยู่ด้านตะวันออก เป็นศาลาเปลื้องเครื่องของพระมหากษัตริย์ ก่อนที่จะเสด็จเข้าสู่พระวิหาร ศาลาหลังที่ 2 ถัดจากศาลาเปลื้องเครื่องมีเกยสำหรับเทียบเสด็จเข้าด้านหน้า ซึ่งยังมีเกยสำหรับเทียบอยู่ สำหรับศาลาอีกสองหลังถัดไปนั้นคงเป็นสถานที่สำหรับประทับทอดพระเนตรพระราช พิธีโล้ชิงช้าของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยก่อน

     ศาลาลอย หลักที่สองนับจากด้านทิศตะวันออกมีเกยเทียบพระราชพาหนะ ในสมัยก่อนเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์เสด็จมา จะเสด็จขึ้นที่ศาลานี้ ศาลาลอยยกพื้นสูงระดับกำแพงวัด เพื่อจะได้ทอดพระเนตรพิธีโล้ชิงช้าชัดเจน

     ศาลาดิน

     ศาลาดิน ศาลามีฐานหรือยกพื้นต่ำ เรียงตามแนวกำแพงวัดในเขตพุทธาวาส ด้านทิศตะวันออก ทั้งหมดมี 4 หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไย หลังคาจั่วมุงกระเบื้อง หน้าบันปูนปั้นลายดอกไม้และเถาแบบจีนศาลาทั้ง 4 หลังนี้เดิมใช้เป็นที่จัดเตรียมเครื่องไทยธรรม ก่อนที่จะนำเข้าพิธีในบริเวณพระวิหารหลวงหรือพระอุโบสถ ข้อมูลเพิ่มเติม วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ข้อมูลภาพ flickr/Prof. Mortel

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากท่ามหาราช สู่ เสาชิงช้า สุขใจได้ใน  1 วัน

จากท่ามหาราช สู่ เสาชิงช้า สุขใจได้ใน 1 วัน

คนเมืองกรุง เคยนึกอยากไปเที่ยวที่ไหนสักที่ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือเที่ยวแบบ one day trip แต่นึกไม่ออกบ้างไหม

อ่าน 3,551 คน SHARE ความคิดเห็น
วัดกลางพระนคร เสาชิงช้าตระหง่าน วัดสุทัศนเทพวราราม

วัดกลางพระนคร เสาชิงช้าตระหง่าน วัดสุทัศนเทพวราราม

หากใครได้ผ่านไปแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วเข้าถนนดินสอ แถวศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของเสาชิงช้าสีแดงเด่นตระหง่าน อันเป็นเอกลักษณ์และจุดท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ

อ่าน 1,811 คน SHARE ความคิดเห็น
ล้ำค่าภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ที่บ้านหมอหวาน เสาชิงช้า

ล้ำค่าภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ที่บ้านหมอหวาน เสาชิงช้า

ในสมัยก่อน อายุขัยคนไทยโดยเฉลี่ยไม่ยืนยาวนัก เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญเช่นดังปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยสมัยก่อนมีคือใช้ความรู้รอบตัวลองถูกลองผิดกับพืชผักสมุนไพรใกล้ตัว ใช้กิน ทา เสพ

อ่าน 1,503 คน SHARE ความคิดเห็น
นกน้อยชวนชิม : อ้วนเย็นตาโฟ เสาชิงช้า

นกน้อยชวนชิม : อ้วนเย็นตาโฟ เสาชิงช้า

หากนึกถึงเย็นตาโฟเจ้าอร่อยในละแวกเมืองพระนครต้องยกให้อ้วนเย็นตาโฟเป็นเจ้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือความอร่อยมานาน ร้านนี้อยู่ในซอยหลังโบสถ์พราหม์ เสาชิงช้า หรือจะเข้ามาทางตรอกนาวา ตรงข้ามแพร่นรา ฝั่งถนนตะนาวก็ได้ ย้อนอดีตเปิดขายคู่ย่านเก่ามานานกว่า

อ่าน 900 คน SHARE ความคิดเห็น
เที่ยวเสาชิงช้า วัดสุทัศน์เทพวราราม

เที่ยวเสาชิงช้า วัดสุทัศน์เทพวราราม

เสาชิงช้า ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม บนถนนบำรุงเมือง เขตพระนครโดยเสาชิงช้าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2327 และถือเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ปี พ.ศ.2492

อ่าน 14,676 คน SHARE ความคิดเห็น
ดูเสาชิงช้า หน้าวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

ดูเสาชิงช้า หน้าวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดสุทัศเทพวราราม เป็นอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร ชื่อของวัดสุทัศน์ หมายถึง สุทัสสนนครบนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นที่ประทับของพระอินทร์

อ่าน 5,796 คน SHARE ความคิดเห็น
กลับขึ้นด้านบน