หน้าแรก  บันเทิง  กีฬา  ผู้หญิง  วาไรตี้  ท่องเที่ยว  เทคโนโลยี  มือถือ  กล้องดิจิตอล  เกมส์  ดูดวง 
ค้นหา    เว็บทั่วโลก    ThaiZa       
หน้าแรก ท่องเที่ยว
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวทะเลไทย
อุทยานแห่งชาติ
เที่ยวชิมริมทาง
ท่องเที่ยวต่างแดน
เทคนิค, อุปกรณ์ และการเตรียม ตัวก่อนการเดินทาง
บันทึกนักเดินทางต่างแดน
ข้อมูลสายการบิน
ปฎิทินท่องเที่ยว
สภาพภูมิอากาศ
เว็บบอร์ดท่องเที่ยว

ซ่าส์.. ทุกเวลา
บันเทิง
ผู้หญิง
เกมส์
กีฬา
วาไรตี้
เทคโนโลยี
ท่องเที่ยว
ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
บริการ ดีดี
กล้องดิจิตอล
โทรศัพท์มือถือ
ริงโทน โลโก้
ตลาดซื้อขาย
สารบัญเว็บไทย
หางาน
ค้นหาเนื้อเพลง
เช็ครอบหนัง
ค้นหาดารา นักร้อง
สรุปผลกีฬารายวัน
อัพโหลดไฟล์
บล็อก
ดูทีวีออนไลน์
ฟังวิทยุออนไลน์
คลิปวีดิโอ
อัลบั้มรูป
แกลอรี่ภาพสวย
หาเพื่อน แฟน กิ๊ก
ห้องแชท
เว็บบอร์ดสนทนา
เล่นเกมส์ออนไลน์
ดูดวง
ค้นหาคำศัพท์
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
ส่งอีการ์ด
สภาพอากาศทั่วไทย

 
การเลือกกล้องส่องทางไกล



คือกล้องสำหรับดูวัตถุที่อยู่ไกลให้เข้ามาอยู่ในระยะใกล้ หรือขยายวัตถุที่มีขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยความหมายจริง ๆ แล้ว กล้องส่องทางไกลหมายถึงกล้องตาเดียว ที่มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Telescope ซึ่งหมายถึงกล้องโทรทรรศน์ 

     แต่คนไทยมักเรียกติดปากว่า “กล้องดูดาว” ส่วนกล้องส่องทางไกลชนิดสองตาก็คือกล้องที่นำมาใช้สำหรับการดูนกมาจากคำว่า “Binocular” กล้องส่องทางไกลแบบตาเดียว ที่มีขนาดเล็กกว่า Telescope คือ Spotting Scope หรือ Fieldscope เราเรียกกล้องแบบนี้กันสั้น ๆ ว่า “สโคป”

     คนส่วนใหญ่มักเรียกกล้องที่ใช้สำหรับดูนกว่า “กล้องส่องทางไกล” กันติดปาก บางท่านอาจเรียกทับศัพท์สั้นๆว่า “ไบนอค” ก็มี ความจริงกล้องส่องทางไกลแบบสองตา ศัพท์ภาษาไทยตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานใช้คำว่า “กล้องสนาม”

     อาจเป็นเพราะว่าสมัยก่อนกล้องชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในราชการเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ได้ จะเรียกกันอย่างไรก็ว่ากันไปตามถนัดและความคุ้นเคย เพราะถึงอย่างไรนักดูนกเข้าใจว่า พูดถึงอะไร แม้แต่เรียกกล้องเฉย ๆ ยังเข้าใจอยู่ดี แต่ถ้าบังเอิญเป็นทั้งนักดูนกและนักถ่ายภาพด้วย เมื่อถูกถามถึงกล้องสั้น ๆ เข้าคำเดียวอาจงงไปได้เหมือนกันว่าหมายถึง กล้องตัวไหน

     อุปกรณ์จำเป็นที่นักดูนกต้องมีคือ "กล้องส่องทางไกล" หากจะดูนกด้วยตาเปล่า ๆ คงขาดอรรถรสไปมากมาย เราไม่อาจมองเห็นรายละเอียด สีสัน และพฤติกรรมที่น่ารัก ของนกได้เลย เนื่องจากนกเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก และไม่ยอมให้มนุษย์เข้าใกล้ แม้ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ แต่นกก็รู้ว่ามนุษย์นี่แหละที่มีอันตรายมากที่สุด ดักเอาไปขาย เอาไปเลี้ยง พรากพ่อพรากแม่ก็หนักหนาพออยู่แล้ว ยังยิงเอาไปกินเสียอีก 

     นักดูนกหน้าใหม่หรือผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกดูนก อาจกำลังมองหากล้องส่องทางไกล สำหรับดูนกสักตัว เชื่อว่าคงอยากรู้ว่าควรเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลชนิดไหน แบบใดดี เพราะตอนนี้จะพบว่าในท้องตลาดมีกล้องส่องทางไกลจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่น หลายแบบ หลายราคา แตกต่างกันตั้งแต่ถูกๆจนถึงแพงสุดๆ ออกจะยุ่งยากและ ต้องสอบถามกันวุ่นวาย


     ข้อมูลต่อไปนี้จะขอเพียงแนะนำข้อมูลจำเพาะบางอย่างของกล้องส่องทาางไกลประกอบการพิจารณาก่อนการเลือกซื้อ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะแนะนำให้ไปซื้อ กล้องยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ โดยที่ยังไม่ทราบอยู่ดีว่ามันดีอย่างไร

     กำลังขยาย (Magnification) เมื่อได้พูดถึงชนิดของกล้องส่องทางไกลมาโดยสังเขปแล้ว สเปคตัวแรกที่ต้องพิจารณาคือกำลังขยายของกล้อง โดยจะแสดงเป็นตัวเลขไว้ที่ตัว กล้อง เช่น 10 x 35 ตัวเลขตัวแรกแสดงกำลังขยายของกล้องตัวนั้นเป็น 10 เท่า หรือคุณสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกล 100 เมตรให้เข้ามาใกล้เพียง 10 เมตรจำนวนเลข น้อยกำลังขยายต่ำ ตัวเลขมากกำลังขยายสูง 

    สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกล้องส่องทางไกลมาก่อนผมอยากแนะนำให้เลือกกล้องที่มีกำลังขยายไม่เกิน 8 เท่า การมองภาพผ่านกล้องสบายตา ไม่มีอาการวูบวาบมากเกินไป การใช้กล้องกำลังขยายสูงทำให้ภาพที่เห็นวูบวาบหรือเคลื่อนไหวมาก ยิ่งผู้ใช้ยังขาดประสบการณ์ในการถือกล้องให้นิ่งด้วย แล้วจะเกิดอาการปวดหัวเวียนหัวได้ง่าย ๆ หากมี ความคุ้นเคยดีพอแล้วก็สามารถเลือกใช้กล้องกำลังขยายสูง ๆ ได้ 

     กำลังขยายของกล้องส่องทางไกลแสดงเป็นตัวเลขเช่น 6x15, 7x35, 7x50, 8x30 เป็นต้น ตัวเลข 6x, 7x, 8x เหล่านี้แสดงกำลังขยายของกล้องตัวนั้น ๆ เช่น 8x แสดงว่าคุณสามารถมองเห็นนกมีขนาดใหญ่กว่าที่คุณมองด้วยตาเปล่า 8 เท่า

     หรือมีระยะใกล้ว่ามองด้วยตาเปล่า 8 เท่า ส่วนเลขตัวหลังแสดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ชิ้นหน้าเป็นมิลลิเมตร เลนส์ชิ้นหน้านี้เรียกว่า Objective Lens เลนส์ตัวหลัง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าใช้สำหรับการมองเรียกว่า Oculaur บางแห่งก็เรียกว่า Eyepiece Lens ผมขอเรียกว่าเลนส์ตา ในคอลัมน์นี้หากผมพูดถึงเลนส์ตา ขอให้ท่านผู้อ่านเข้า ใจตามนี้ด้วยครับ

      การเลือกกำลังขยายของกล้องส่องทางไกล เรื่องที่น่าระมัดระวังมาก เพราะต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ อย่าเลือกเพราะว่ากำลังขยายมากกว่า หรือ น้อยกว่า กล้องส่องทางไกลที่ผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมากมิใช่ว่าจะเหมาะที่จะนำมาใช้ในการดูนกทั้งหมด

     โดยทั่วไปกำลังขยายสูงคุณจะได้องศาการเห็นภาพแคบกว่าและภาพที่เห็นจะสลัวกว่าภาพที่เห็นจะมีการสั่นไหวมากขึ้น การตามการเคลื่อนไหวเช่นนกบินจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ ควรอีกด้วย กล้องส่องทางไกลกำลังขยายเกินกว่า 8 เท่าขึ้นไป การใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพควรต้องใช้ขาตั้งหรืออุปกรณ์รองรับที่มั่นคง

     ความสว่าง (Brightness) ตัวเลขต่อมา เป็นตัวเลขแสดงเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ชิ้นหน้า จากตัวอย่างข้างต้นคือ 10x35 ตัวเลข 35 คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเป็น มิลลิเมตรของเลนส์ชิ้นหน้าของกล้องตัวนั้น ๆ โดยทฤษฎีด้านฟิสิคส์ของเลนส์ เลนส์ชิ้นหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่า กำลังรวมแสง (light-gathering power) ของเลนส์ก็ยิ่งมากขึ้น หมายถึงแสงผ่านเข้าได้มากขึ้น ภาพที่เห็นจึงมีความสว่างกว่า ได้รายละเอียดในการมองเห็นได้ดีกว่าเลนส์ชิ้นหน้าที่มีขนาดเล็ก


     สำหรับการดูนกต้องการกล้องที่ให้ความสว่างสูงเพื่อรายละเอียดที่ชัดเจน จึงควรเลือกกล้องที่มีจำนวนตัวเลขตัวนี้ให้สูงไว้จะดีกว่า ไม่ควรต่ำกว่า 30 ทั้งนี้ควรพิจารณากำลัง ขยายประกอบกันด้วย ตัวอย่างเช่น 7x35 กับ 10x35 แม้ว่ากล้องสองตัวนี้จะแสดงความสว่างเท่ากัน คือ 35 แต่ถ้าเปรียบเทียบในการมองเห็นแล้ว กล้องขนาด 7x35 จะให้ ความสว่างในการมองดีกว่า เนื่องจากกล้องที่มีกำลังขยายต่ำกว่าจะเสียแสงน้อยกว่า

     Exit Pupil เป็นสเปกตัวที่มีความสำคัญมากสำหรับการมองภาพในที่มีแสงสลัว ผมไม่ทราบศัพท์ในภาษาไทย แต่โดยความหมายของ Exit Pupil หมายถึงรูม่านของเลนส์ตา (Eyepiece) ของกล้องจะทำหน้าที่คล้าย ๆ กับม่านตาของคนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าม่านตาของคนสามารถหรี่ขยายได้เพื่อปรับความสว่างในการมองโดยปกติรูของม่านตา ของคนสามารถหรี่ได้เล็กสุด 2.5 ม.ม. เมื่อต้องมองในที่มีแสงจ้า

     และเปิดกว้างได้ประมาณ 4-5 ม.ม.ในที่มีแสงสลัว แต่รูม่านเลนส์ตาของกล้องจะมีขนาดคงที่ คุณสามารถมองเห็นขนาดของรูม่านเลนส์ตากล้องได้ โดยถือกล้องส่องในระดับ สายตาและยืดแขนออกไปให้สุด คุณจะเห็นรูม่านของเลนส์ตาเป็นวงกลมสว่างอยู่กลางเลนส์ตา

    กล้องส่องทางไกลที่ใช้ในการดูนก นกมักจะเกาะตามกิ่งไม้ใต้ใบไม้มีแสงส่องทะลุไม่ถึงกล้องที่มีรูม่านเลนส์ตากว้างจะ ใช้งานได้ดีมากในสถานการณ์เช่นนี้ จึงควรเลือก กล้องที่มีขนาดรูม่านเลนส์ตาไม่ต่ำกว่า 4 ม.ม.หรือมากกว่า

    พื้นที่การเห็นภาพ (Field of View) เป็นสเปกที่มีความสำคัญไม่น้อยอีกตัวหนึ่ง มีผลในการมองพื้นที่ทั้งหมดของภาพที่มองเห็นได้จากกล้อง อาจกล่าวได้ว่ามีความหมาย เหมือนกันกับ องศาการรับภาพ (Angle of View) เพียงแต่มีการแสดงผลคนละอย่าง องศาการรับภาพแสดงผลเป็นมุมองศา

    แต่พื้นที่การเห็นภาพแสดงผลด้วยระยะทาง โดยการเทียบที่ระยะทาง 1,000 เมตร ตัวอย่างเช่นกล้องส่องทางไกล 2 ตัว มีกำลังขยายและความสว่างเท่ากันคือ 8x42 ตัว หนึ่งมีพื้นที่การเห็นภาพ 130/1,000 เมตร แต่อีกตัวหนึ่งมีพื้นที่การเห็นภาพ 114/1,000 จากตัวอย่างที่แสดงนี้จะพบว่ากล้องตัวแรกให้พื้นที่การเห็นภาพกว้างกว่า

     การมองเห็นภาพได้กว้างกว่าในกำลังขยายที่เท่ากันถือเป็นข้อดีของกล้องตัวนั้น ผู้ใช้สามารถมองหาวัตถุต่าง ๆ ในภาพได้สะดวกและง่าย การติดตามการเคลื่อนไหวของ วัตถุเช่นสัตว์ป่าที่กำลังวิ่ง หรือนกที่กำลังบินสามารถทำได้ดี อย่างไรก็ดีควรเปรียบเทียบพื้นที่การเห็นภาพของกล้องแต่ละยี่ห้อหรือรุ่น ควรเปรียบเทียบที่กำลังขยายเดียวกัน เนื่องจากกำลังขยายที่แตกต่างกันย่อมมีพื้นที่การเห็นภาพแตกต่างกันด้วย

    ระยะโฟกัสใกล้ที่สุด(Near Focus Distance) ระยะโฟกัสใกล้สุดของกล้อง อาจมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นก็ได้ในการใช้งานบางครั้ง หลาย ๆ ท่านอาจไม่คำนึงกับ สเปคตัวนี้มากนัก ในกรณีที่ใช้ในการดูนกเรามักพบตัวในระยะค่อนข้างไกลอยู่แล้ว โอกาสที่จะเข้าได้ใกล้มีไม่บ่อยครั้งนัก

    แต่หากกล้องที่ใช้มีระยะโฟกัสใกล้สุดใกล้กว่า ก็ช่วยให้การใช้งานทำได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ถือว่าดีควรมีระยะโฟกัสใกล้สุดประมาณ 4-5 เมตร ระยะโฟกัสใกล้สุดของกล้องมีผลมาจากการออกแบบและจัดกลุ่มชิ้นเลนส์ โดยไม่เกี่ยวกับกำลังขยายหรือความสว่างของกล้องตัวนั้นๆ

    Eye Relief สเปคตัวนี้หมายถึงระยะห่างการมองที่สามารถเห็นภาพได้เต็มเฟรม ซึ่งหมายถึงระยะทางระหว่างตากับเลนส์ตาของกล้อง(Eyepiece) กล้องส่องทางไกลบางตัว เราต้องแนบตาชิดกับเลนส์ตาของกล้องจึงจะเห็นภาพได้เต็มเฟรม

    ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งานตามสภาพปกติ แต่ท่านที่ใส่แว่นสายตา ระยะทางระหว่างตากับเลนส์ตาของกล้องจะห่างมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถเห็นภาพได้เต็มเฟรม เพราะฉะนั้น หากท่านสวมแว่นตาก็ควรเลือกกล้องส่องทางไกลที่มีระบบช่วยการมองสำหรับผู้ที่ใส่แว่นตาด้วยท่านอาจทดสอบกล้องได้ด้วยตัวเองก่อนการซื้อ

     ความสัมพันธ์ของค่าความสว่างและขนาดของรูเลนส์ตา ผมคงต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งเพื่อป้องกันการสับสนเกี่ยวกับขนาดความกว้างของรูม่านเลนส์ตาของกล้องส่อง ทางไกล หรือ Exit Pupil ซึ่งเป็นเสปกอันหนึ่งของกล้องส่องทางไกล รูม่านเลนส์ตาคือขนาดวงกลมของแสงภายในเลนส์ตาคุณสามารถมองเห็นได้โดยการถือกล้องส่องทาง ไกลในลักษณะการใช้งาน หันหน้าออกไปหาแสงสว่างและเหยียดแขนออกไปจนสุด คุณจะเห็น Exit Pupil เป็นวงแสงภายในเลนส์ตา

     ขนาดความกว้างของเลนส์ตาจะมีความสัมพันธ์กันกับกำลังขยายและเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ชิ้นหน้าด้วย ซึ่งคุณสามารถคำนวนหาค่าความสว่างและขนาดของรูม่านเลนส์ ตาได้ด้วยตัวคุณเอง หากไม่มีรายละเอียดของกล้องที่คุณสนใจ เช่น กล้องขนาด 7x35 ใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเลนส์ชิ้นหน้าหารด้วยกำลังขยาย คุณจะได้ขนาดของรูม่าน เลนส์ตาเท่ากับ 5 ม.ม.

     หากคุณต้องการรู้ค่าความสว่างที่แท้จริงของกล้องขนาด 7x35 กล้องส่องทางไกลที่เหมาะสมสำหรับการดูนก Exit Pupil ควรจะมีขนาด 5 ม.ม.แต่ทั้งนี้ใช่ว่ากล้องที่มี Exit Pupil กว้างจะดีทั้งหมดตัวอย่าง 8x32 กับ 8x40 หรือ 8x42 กล้องสองตัวหลังผลิตด้วยคุณภาพที่ต่ำกว่า เป็นกล้องระดับ Low Price คุณภาพคงไม่มีทางเทียบกับกล้องตัว แรกที่ผลิตในระดับที่เน้นคุณภาพได้

     ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ค่าความสว่างของกล้องเพิ่มขึ้น เช่นกรรมวิธีการเคลือบผิวชิ้นเลนส์แบบใหม่หรือการเคลือบผิวหลายชั้น การใช้ ปริซึมแบบใหม่ซึ่งเรียกว่า Barium Crown prisms สามารถทำให้ค่าความสว่างจากเดิม 25 อาจสูงถึง 37.5 ได้ ในทางเทคนิคเรียกค่านี้ว่า R.L.E ซึ่งมาจากคำว่า Relative Light Efficiency 

    ค่าความสว่างของกล้องส่องทางไกล (Light Value) ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแสดงในสเปกของกล้องนอกจากกล้องบางยี่ห้อ แต่คุณสามารถคำนวณหาค่าความสว่างได้ โดยการใช้ขนาดของ Exit Pupil คูณด้วยตัวเอง ค่าความสว่างที่เหมาะสำหรับการดูนกไม่ควรต่ำกว่า 25 ครับ

     กล้องดูกลางวันและกลางคืน เชื่อว่าหลายท่านคงได้เคยเห็นกล้องส่องทางไกลที่มีจำหน่ายในบ้านเราปัจจุบันมีคุณสมบัติบางอย่างเพิ่มขึ้นได้แก่คำว่า Night vision ซึ่งสร้าง ความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะเข้าใจว่าสามารถมองเห็นภาพในเวลากลางคืนได้ดีหรือชัดเจนทำนองนั้น

     ปกติแล้วกล้องส่องทางไกลสามารถนำมาใช้งานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ไม่สามารถมองเห็นภาพในที่มืดได้ชัดเจนดังที่เข้าใจกันมีแต่กล้องที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้ งานทางทหารเท่านั้นซึ่งเป็นกล้องที่ใช้ระบบแสงอินฟราเรด ทำงานด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ ส่วนกล้องส่องทางไกลที่สามารถใช้งานกลางคืนได้ดีกว่าปกติจะเรียกว่า Night Glasses โดยการออกแบบเลนส์ชิ้นหน้าให้มีขนาดใหญ่เพื่อการรับแสงที่ดีขึ้น

     และโดยเฉลี่ยม่านตาของคนเราเวลากลางวันจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-4 มิลลิเมตร แต่จะขยายกว้างขึ้นถึง 5-71/2 มิลลิเมตรในเวลากลางคืน ดังนั้นกล้องส่อง ทางไกลที่ใช้งานได้ดีในเวลากลางคืนจะต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางของรูม่านเลนส์ตากว้างด้วย เพราะฉะนั้นจากตารางจะเห็นว่า กล้องส่องทางไกลขนาด 7x50 ซึ่งมีรูม่านเลนส์ ตากว้างถึง 7 ม.ม. มีขนาดเท่า ๆ กับการขยายของม่านตาคน ทำให้การมองภาพในที่มืดมีประสิทธิภาพมากที่สุด

     ส่วนประกอบ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาด้านคุณภาพของกล้องส่องทางไกล ก็อยากจะพูดถึงองค์ประกอบบางส่วนที่มีผลกับราคาของกล้องด้วยเช่น วัสดุที่เป็นบอดี้ของกล้อง เช่น โลหะที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ โลหะที่มีความเบาและแข็งแรง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกับราคากล้อง ความแม่นยำของกลไกในระบบโฟกัสภาพ

     เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่มักจะมองข้ามกันเพราะจะมีผลกับการมองมากที่สุด กล้องส่องทางไกลยุคก่อนจะใช้วิธีปรับโฟกัสที่เลนส์ตาทีละข้างแบบ Individual Focusing ซึ่งไม่สะดวกนัก

     แต่ปัจจุบันระบบโฟกัสเปลี่ยนเป็นแบบ Central Focusing โดยการปรับวงล้อหลักบริเวณส่วนกลางของกล้อง เลนส์ตาทั้งสองข้างจะปรับพร้อมกัน ซึ่งอำนวยความสะดวกแก่ ผู้ใช้มาก ปัญหาของผู้ผลิตอยู่ที่ว่าเลนส์ตาทั้งสองข้างจะต้องทำงานได้อย่างแม่นยำเท่ากันโดยไม่ผิดพลาด

      ท่านผู้อ่านอาจสังเกตได้จากกล้องส่องทางไกลราคาถูก ๆ แม้ว่าอาจจะมีเลนส์ตาข้างขวาสามารถปรับแก้สายตาอย่างอิสระได้ก็ตาม แต่พอปรับโฟกัสที่วงล้อหลัก ปรากฏว่า การมองภาพทั้งสองตาไม่เท่ากัน

     สีที่นำมาใช้เคลือบ ตัวกล้องด้านในต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างคือความสามารถในการดูดซับแสงได้มากที่สุดการเคลือบผิวของชิ้นเลนส์แต่ละชิ้นใช้กรรมวิธีที่แตกต่าง กันเพื่อคุณสมบัติบางอย่าง (โดยทั่วไปใช้ไอระเหยของ magnesium fluoride) เช่นสีอำพันและสีม่วงแดง เพื่อป้องกันแสงสะท้อนที่เรียกว่า Glare การสะท้อนแสงที่ผิดทิศ ทาง และช่วยให้มีการส่งผ่านแสงที่ดีขึ้นอีกด้วย เลนส์ชิ้นหน้ามีการเคลือบที่ต่างกับการเคลือบชิ้นเลนส์ภายใน

     เพราะต้องสามารถลดคลื่นรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากการใช้งานจะต้องอยู่กลางแจ้งซึ่งต้องกระทบกับแสงแดดตลอดเวลา มุมองศาของปริซึมต้องผ่าน การคำนวณอย่างแม่นยำเพื่อการดูดซับการกระจายของแสงได้มากที่สุดแม้ว่าแสงจะเดินทางเป็นเส้นตรงก็ตามแต่จะมีการกระจายออกไปโดยรอบ (Diffused rays) ทำให้ ภาพมีความกระจ่าง สดใส นอกจากนี้แล้ว แม้ระบบหล่อลื่นก็ยังใช้สารพิเศษที่สามารถคงตัวในอุณหภูมิตั้งแต่ 30 ถึงประมาณ 250 องศาฟาเรนไฮท์

      มีอีก 2 ส่วนที่น่าสนใจ ก็คือระบบ Water Resistant และ Anti-fog โดยอยากให้ข้อคิดบางอย่างเพิ่มเติมดังนี้ ระบบเหล่านี้ทำให้คนใช้มั่นใจมากขึ้นในการใช้ งานกลางแจ้ง แต่ระบบเหล่านี้ต้องการความพิเศษบางอย่างโดยเฉพาะโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกของกล้องการป้องกันน้ำของกล้องทำให้ต้องการการเคลือบภายนอกที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นยาง ระบบซีลของตัวกล้องซึ่งมีจุดที่ต้องระวังหลายจุดเช่นที่เลนส์ชิ้นหน้า เลนส์ตาและบริเวณวงล้อปรับโฟกัส

     ตัวกล้องต้องมีความแน่นหนาเป็นพิเศษ ผลก็คือกล้องจะมีน้ำหนักมากขึ้น ราคาสูงขึ้น การกระทบกระแทกหรือเมื่อใช้งานในระยะเวลาหนึ่งอาจทำชิ้นเลนส์หรือปริซึมเกิดการ เคลื่อนตัวหรือเกิดจากการยืดหดของชิ้นเลนส์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโดยเฉพาะเมืองร้อนแบบบ้านเรา ทำให้ต้องมีการปรับตั้งโดยเฉพาะที่ปริซึม ซึ่งจะต้อง ถอดชิ้นส่วนทั้งหมดออกประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำลดไป 40% ยิ่งเป็นกล้องที่มีระบบป้องกันการเกิดฝ้ายิ่งไปกันใหญ่

     เพราะภายในตัวกล้องจะมีลักษณะเป็นห้อง (Chamber) จากการบรรจุสารที่เป็นส่วนประกอบของไนโตรเจน ภายในตัวกล้องจึงต้องมีการซีลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไอความ ชื้นแทรกซึมเข้าไปด้วย หากกล้องต้องได้รับการปรับแต่งดังกล่าวประสิทธิภาพเหล่านี้ก็จะลดลงมาก ระบบเหล่านี้มิใช่เป็นหลักในการเลือกซื้อกล้อง แต่หากต้องการนำไปใช้ งานบางประเภท เช่นคุณเป็นนักเดินเรือ ชอบเที่ยวทะเล

     คุณสมบัติเหล่านี้คุณต้องเลือกเป็นอันดับแรก แต่ไม่จำเป็นนักสำหรับนักดูนกครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครเดินดูนกตอนฝนตกแน่ ๆ ครับ แต่หากจำเป็นสำหรับคุณ กล้องส่องทาง ไกลแบบ Porro Prism ป้องกันน้ำสู้แบบ Roof Prism ไม่ได้ กล้องเหล่านี้น้ำหนักมากกว่าและราคาสูงกว่า ประสิทธิภาพในการมองเท่ากันครับ

     คุณภาพของกล้องส่องทางไกล คุณภาพของกล้องส่องทางไกลมีผลมาจากการออกแบบชิ้นเลนส์ที่สามารถแก้ความคลาดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ความคลาดเกิดจากชิ้นเลนส์มี ลักษณะที่เป็นทั้งเลนส์นูนและเลนส์เว้า (Converging lens and Diverging lens) ความคลาดของเลนส์ (Aberration) มีมากกว่า 10 ชนิด ความคลาดที่เรามักพบอยู่เสมอ เช่น ภาพที่เห็นมีลักษณะโป่งกลาง (Barrel distortion) หรือภาพมีลักษณะเว้าเข้า (Pincushion distortion) (สังเกตได้จากเส้นตรงแนวตั้งในภาพ)

     ซึ่งเรียกว่าการบิดเบือนของภาพ ความคลาดสี (Chromatic aberration) เป็นความคลาดที่ค่อนข้างสำคัญมากทั้งในเลนส์ถ่ายภาพและกล้องส่องทางไกล ความคลาดสีทำ ให้ความคมชัดของภาพลดลง ความคลาดสีเกิดขึ้นเนื่องจากสีแต่ละสีของแสงมีความถี่ในการเดินทางไม่เท่ากัน เหมือนกับที่เรามองเห็นฟ้าช่วงใกล้ค่ำมีสีอุ่นกว่าตอนบ่ายหรือ กลางวัน เลนส์กล้องส่องทางไกลที่มีกำลังขยายสูงทำให้จุดโฟกัสแต่ละสีของแสงมีจุดโฟกัสห่างกันมากขึ้นทำให้ความคมชัดลดลง

     เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากล้องส่องทางไกลบางรุ่นจะระบุว่าใช้ชิ้นเลนส์พิเศษ เช่น ED,APO อันมีส่วนประกอบของผลึกฟลูออไรท์ (CaF2) คุณสมบัติของชิ้นเลนส์เหล่านี้ สามารถโฟกัสสีของแสงให้ตกอยู่ในระนาบเดียวกัน ช่วยให้กล้องส่องทางไกลรุ่นนั้นมีความคมชัดสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้งานในสภาพแสงดี อากาศดี คุณอาจเห็นค วามแตกต่างได้น้อยมากเมื่อเทียบกับกล้องที่ใช้ชิ้นเลนส์ธรรมดา (กล้องที่มีคุณภาพดี)

     และจะเห็นความแตกต่างได้ค่อนข้างชัดเจนเมื่อใช้งานในสภาวะที่มีละอองในอากาศมากกว่าปกติในเงาร่ม เช่นในป่าทึบการเลือกกล้องที่มีชิ้นเลนส์พิเศษเหล่านี้ควรเป็น กล้องที่มีกำลังขยายสูงเช่น สโคปจะให้ผลได้ชัดเจน แต่ไม่จำเป็นนักสำหรับกล้องสองตา 

     ความคลาดทรงกลม (Spherical aberration) เป็นความคลาดอีกอย่างที่ทำให้ภาพไม่คมชัดเท่ากันทั่วทั้งภาพ เราจะพบว่าส่วนใหญ่ความคมชัดจะดีมากที่กลางภาพ แต่ขอบภาพความคมชัดลดลงหรือแย่มากในกล้องส่องทางไกลคุณภาพต่ำหรือราคาถูก

     สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งของกล้องส่องทางไกลคือ ปริซึม ช่วยให้กล้องส่องทางไกลมีกำลังขยายสูงมากโดยมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ลักษณะการออกแบบปริซึมทำให้กล้อง ส่องทางไกลถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบ Porro Prism เป็นแบบมาตรฐานของกล้องส่องไกล และ Roof Prism ซึ่งพัฒนามาจากแบบดั้งเดิมทำให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนัก เบากว่า คุณภาพสูงกว่า

     นอกจากส่วนสำคัญดังกล่าวมานี้แล้ว วัสดุที่ใช้ ความประณีตในการผลิตและอื่น ๆ เช่นการเคลือบผิวเลนส์แต่ละชิ้นสีที่เคลือบภายในกระบอกเลนส์ ล้วนแต่มีผลกับ คุณภาพของเลนส์ทั้งสิ้น การจะระบุคุณภาพของกล้องส่องทางไกลแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นนั้น

     มีปัจจัยต่าง ๆ หลายอย่างซึ่งต้องการผู้ที่มีความเข้าใจหลักการทางด้าน ออฟติคมากพอควร แม้ว่าโดยทั่วไปเราจะสามารถใช้ราคาเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของกล้องส่องทางไกล ได้ก็ตาม แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด บางทีราคาที่สูงไม่ใช่มาจากคุณภาพทางด้าน ออพติคอย่างเดียว อย่างเช่น กล้องส่องทางไกลของ Zeiss รุ่น Limited Edition 10x40 B Classic Gold กล้องส่องทางไกลรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษผลิตไม่เกิน 1,000 ตัวในวาระครบรอบ 150 ปี ราคากล้องตัวนี้หนึ่งแสนกลาง ๆ
     อุดมคติของกล้องส่องทางไกลที่ผู้ใช้ต้องการคือ ความคมชัด คอนทราสต์ (ความเปรียบต่างระหว่างในที่ร่มและที่สว่าง) สีสันเป็นธรรมชาติ (ไม่อมสีแดงส้ม (Warm) หรืออมสีฟ้า (blue) ภาพที่เห็นสดใส เห็นภาพได้เต็มเฟรม โดยไม่ต้องแนบสายตาชิดกับเลนส์ตา (eye relief) องศาการรับภาพค่อนข้างกว้างโฟกัสได้ใกล้ กันน้ำได้ มีความ สมดุลในการจับถือและโฟกัสได้ดี ต้องไม่หนักเกินจนเกิดความเมื่อยล้า

      แต่เชื่อไหมว่าไม่มีกล้องส่องทางไกลตัวใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนดังที่กล่าวมาเลย อย่างเช่น กล้องบางตัวคุณภาพดี แต่หนักเกินกว่าที่จะคล้องอยู่บนคอคุณเป็นเวลาหลาย ชั่วโมง นักดูนกจะรู้ความทรมานในข้อนี้ได้ดี บางตัวให้องศาการรับภาพดี

 

     แต่ไม่เหมาะสำหรับคนสวมแว่นตา กล้องบางตัวคมชัดสูงมาก แต่ใช้ในที่ที่มีแสงตัดกันสูงกลับให้ รายละเอียดไม่ดี กล้องบางรุ่นราคาสูงเพราะระบบกันน้ำและป้องกันการเกิดฝ้าของชิ้นเลนส์ แต่คุณภาพในการมองเท่ากับกล้องที่มีราคาถูกกว่า และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งไม่ สามารถนำมากล่าวได้หมด  

     คุณสมบัติอื่น ๆ ข้อมูลจำเพาะข้างต้นทั้งหมดนี้คือสาระสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังจะเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลไว้ใช้งาน ควรนำมาเป็นข้อพิจารณาจะช่วยให้ท่านสามารถเป็นเจ้า ของกล้องที่มีคุณสมบัติ ตรงตามที่ท่านต้องการและสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีความสุขและคุ้มค่า 

     นอกเหนือจากนี้แล้ว กล้องส่องทางไกลยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ แตกต่างกันไปอยู่บ้างโดยจะมีผลในด้านความทนทานในการใช้งาน เช่น ความสามารถในการป้องกันน้ำหรือฝุ่น ละอองตัวกล้องใช้วัสดุที่แข็งแรงหรือเคลือบเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนจากการใช้งาน มีระบบป้องกันการกระแทก ที่ไม่รุนแรงได้

      โดยชิ้นเลนส์และปริซึมไม่เกิดการคลาดเคลื่อน ระบบปรับโฟกัสภาพปรับได้นุ่มนวลและราบเรียบ ระบบปรับโฟกัสแบบใช้ชุดเลนส์ภายในตัวกล้อง (Internal Focus) ทำให้ ไม่มีการยืดเข้าออกของชุดเลนส์ตา ภายในแชมเบอร์ของตัวกล้องฉีดสารพิเศษไนโตเจนเพื่อป้องกันการเกิดฝ้าไอน้ำภายในจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

     คุณสมบัติดังกล่าวนี้แน่นอนครับว่าต้องทำให้กล้องมีราคาสูง แต่ก็ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกและมีความทนทานต่อการใช้งานดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า ในท้องตลาด ขณะนี้มีกล้องส่องทางไกลจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ การเลือกซื้อนอกจากจะต้องมองที่ข้อมูลจำเพาะของกล้องแล้ว ยังต้องดูกันที่ ชื่อเสียงบริษัทผู้ผลิตและราคา ด้วยเช่นกัน เพราะคุณจะพบว่าในสเปกเดียวกัน แต่ราคามีความแตกต่างกันมากเหลือเกิน มากอย่างไม่น่าเชื่อ ชื่อเสียงของกล้องเป็นการรับประกันคุณภาพได้ในระดับหนึ่ง แต่ราคานี่ แหละ ที่จะเป็นตัวชี้ชัดได้เลยว่า กล้องตัวนั้น ๆ มีประสิทธิภาพ

     และผ่านขบวนการผลิตที่พิถีพิถันมากน้อยแค่ไหน ในสเปกเดียวกัน กล้องตัวหนึ่งราคา 5,000 บาท อีกตัวหนึ่ง 10,000 บาท ประสิทธิภาพของกล้องย่อมแตกต่างกันอย่างแน่ นอน หากว่าคุณนำมาใช้งานหรือทดลองต่างเวลากันก็อาจคิดว่าไม่เห็นมีอะไรแตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามีโอกาสนำมาเปรียบเทียบกันแบบเอบีเทสท์ คุณจะพบว่ากล้อง สองตัวนี้ให้ภาพที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความคมชัด สีสันรายละเอียดและความสดใสที่มองผ่านเลนส์ของกล้องส่องทางไกลนี้ยากเกินกว่าที่จะนำมาอธิบาย ได้ว่าดีอย่าง ไร คุณจะต้องค้นให้พบด้วยตัวเอง

     หลายท่านอาจสงสัยในข้อที่ว่าก็ในเมื่อกล้องสองตัวนี้สเปกเดียวกันแต่ทำไมประสิทธิภาพจึงแตกต่างกัน ขออธิบายว่าสิ่งที่เราต้องการจากกล้องคือการมองภาพ ผ่านกล้อง กำลังขยายและความสว่างที่ได้จากกล้องเป็นส่วนที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่กล้องส่องทางไกลมิใช่เป็นเพียงแค่กล้องขยายวัตถุที่อยู่ไกลให้เข้ามาใกล้เท่านั้น (Magnifier Glass) แต่ยังต้องการประสิทธิภาพในการถ่ายทอดภาพได้สมจริง เหมือนดั่งที่ตาเห็นอีกด้วย

     เพราะฉะนั้นกล้องส่องทางไกลยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าจึงต้องการชิ้นเลนส์ระดับที่เรียกว่า ออพติคคัล กลาสส์ (Optical Glass-ชิ้นเลนส์ที่สามารถหักเหแสงได้ตามที่ได้รับการ ออกแบบและกำหนดไว้) ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์บางประเภทเท่านั้น เช่น เลนส์ถ่ายภาพหรือเลนส์สำหรับกล้องจุลทรรศน์ การจะผลิตชิ้นเลนส์ที่มีคุณภาพสูงทาง ด้านออพติค มีขบวนการที่สลับซับซ้อนและมีความประณีตมากทุก ๆ ขั้นตอนและใช้เทคโนโลยีสูงนับตั้งแต่การคำนวณ ออกแบบชิ้นเลนส์แต่ละชิ้น 

      และการจัดกลุ่มชนิดของวัตถุดิบที่นำมาหลอมระยะเวลาการอบเลนส์ที่หล่อแล้ว การขัดผิวเลนส์และการเคลือบผิวเลนส์เหล่านั้น ซึ่งแต่ละบริษัทผู้ผลิตต่างก็มีกรรมวิธีแตกต่าง กันแล้วแต่การค้นคว้าและวิจัย ชิ้นเลนส์ที่ผ่านขบวนการผลิตเรียบร้อยถูกนำมาตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง

 

      เพราะชิ้นเลนส์จำนวนมากที่ถูกผลิตขึ้นมาในแต่ละครั้งมิใช่ว่าจะ ได้ชิ้นเลนส์ที่มีคุณภาพตามต้องการทุกชิ้น เกรดเอคือชิ้นเลนส์ที่มีคุณภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเลือกใช้ของมีราคานั่นก็ถือว่าคุณใช้อุปกรณ์ที่ได้ผ่านการผลิตอย่าง ประณีตพิถีพิถันทุกขั้นตอน และอยากให้ข้อคิดนิดหนึ่งว่า เลือกใช้กล้องที่คุณพอใจ มีคุณภาพและเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า คุณจะมีความสุขในการใช้กล้องอย่างที่สุด










ที่มา http://talontourthai.com/

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :

  • เทคนิคการแบกเป้เที่ยว
  • เทคนิคการเที่ยวในตัวเมือง
  • เทคนิคการท่องเที่ยวถ่ายภาพ
  • ต้นกำเนิดและเทคนิคการพายเรือคายัค
  • เทคนิคการเคลียร์หู
  • เทคนิคการหาแหล่งน้ำ
  • เทคนิคการดำน้ำกลางคืน
  • เทคนิคการดำน้ำลึก
  • เทคนิคการใช้เตา
  • เทคนิคการใช้เครื่องครัว


  • สาระพัน บันเทิง : ข่าว, บันเทิง, กีฬา, วาไรตี้, เกม, เทคโนโลยี, มือถือ, ผู้หญิง, เล่นเกมออนไลน์, ทีวีออนไลน์, วิทยุออนไลน์, คลิปวีดีโอ, แกลลอรี่ภาพสวย
    ชุมชน ออนไลน์ : บล็อก, อัลบั้มรูป, ห้องแชท, เว็บบอร์ดสนทนา, หาเพื่อน-หาแฟน
    บริการ ดีดี : ตลาดซื้อขาย, ดูดวง, หางาน, ตรวจผลล็อตเตอรี่, ส่งอีการ์ด, เช็คสภาพอากาศทั่วไทย, ปฏิทินกิจกรรม, โหลดริงโทน โลโก้, อัพโหลดไฟล์
    สารบัญ ค้นหา : สารบัญเว็บไทย, คำค้นยอดฮิต, ค้นหาเนื้อเพลง, ค้นหาดารา นักร้อง, ค้นหารอบหนัง, ค้นหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
    แนะนำ ติ-ชม ติดต่อ | สนใจลงโฆษณา คลิกที่นี่ หรือติดต่อ 2000 - 2008 ThaiZa.com, All rights reserved.